Showing posts with label Microstock. Show all posts
Showing posts with label Microstock. Show all posts

Wednesday, May 30, 2018

สรุปผลขายภาพออนไลน์ครบ 8 ปี

ต้นฤดูฝนของเมืองกรุงเมื่อ 8 ปีที่แล้ว หลังจากลาออกจากงานประจำมาได้ 3-4 เดือน ผมก็ได้เจอหนังสือ "แชะ!!... รวยทะลุเลนส์ ถ่ายภาพขายออนไลน์ ธุรกิจสร้างเงินล้าน"  ของ อ.สุระ นวลประดิษฐ์ ถือว่าเป็นหนังสือเปิดทางให้กับอาชีพใหม่ของผม

Designed by Senivpetro / Freepik
นับจากวันนั้นมาผมก็ทำงานส่งภาพขายมาเรื่อยๆ สลับกับไปทำงานด้านอื่นเพื่อหาเลี้ยงชีพในหลากหลายทาง ตั้งแต่เปิดร้านขายเสื้อผ้าอยู่ตลาดนัดจตุจักร เป็นพนักงานขายอาหารสัตว์อยู่แถวซอยโชคชัย4 ฟรีแลนซ์รับงานออกแบบระบบ กลับบ้านเกิดไปกรีดยางอยู่ใต้ได้พักใหญ่สุดท้ายไม่เวิร์ค (ราคายางตกต่ำ) ก็ขึ้นมาทำอาชีพที่ถนัดที่สุดคือกลับมาเป็นนักวิเคราะห์ระบบอยู่กทม.
Designed by Asierromero / Freepik

บทเรียนการทำงานที่ผ่านมาสรุปได้ว่า ทุกอาชีพ ไม่มีอะไรที่ง่ายเลย ทุกงานต้องอาศัยความชำนาญ อดทน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ การยืนระยะอย่างต่อเนื่อง พัฒนาตัวเองเพื่ออยู่รอดให้ได้ และที่สำคัญ "คนเราล้มได้ และต้องลุกให้เร็ว" ^_^

การขายภาพออนไลน์ก็เช่นกัน ไม่ง่ายเลย 555+ ขนาดผมเองทำมา 8 ปีแล้ว ยังเรียกได้ว่าทำแบบประคับประคอง ไม่ดีมากไม่แย่ลง แต่ก็พอเป็นรายได้เสริมที่ดีครับ ผมถ่ายภาพส่งรูปขายอย่างจริงจังอยู่ 4-5 ปีแรก แล้วก็แผ่วลงเพราะเริ่มทำงานประจำ จากส่งรูปขายวันละเกือบร้อยรูป จนเหลือแค่เดือนละ 10-20 รูปเท่านั้น จนทำให้ยอดขายก็มีร่วงลงบ้าง (บางเว็บก็ยอดหายเกลี้ยง) จนครบรอบ 8 ปีนี้ พอจะเริ่มมีเวลาบ้าง จึงต้องหันมาทบทวนกลยุทธ์การทำอาชีพเสริมนี้อีกรอบ เบื้องต้นเริ่มจะโฟกัสเว็บที่ขายได้แน่ๆ และเลิกทำเว็บที่ขายไม่ค่อยได้ ผมสรุปยอดขายรวมของทุกเว็บตามตารางด้านล่างครับ

ตารางสรุปยอดรวมการขายภาพ 8 ปี
No. Stock Photos Online
files
Total
earnings
Note
1. Shutterstock 5,460 $26,800
2. Photodune (envato elements) 527* $4,192*เมื่อปีก่อนมีจำนวนรูป 5,000 กว่า แต่การรวมตัวกันของ PhotoDune กับ Envato Elements ทำให้รูปทีมีอยู่แล้วไปขัดกับนโยบายใหม่ จึงถูกลบออกคงเหลือแค่ 500 กว่ารูป
3. iStock by Getty Images 6,166 $3,477
4. Adobe Stock (fotolia) 4,220 $2,627
5. Dreamstime 4,304 $2,469
6. 123rf 5,848 $1,801
7. Depositphotos 6,132 $1,310
8. Bigstockphoto 5,021 $1,300
9. Canstockphoto 5,529 $527
10. Alamy 431 $375
11. Colourbox 6,670 $320
12. Pixtastock 6,540 $217
13. Pond5 5,652 $104
14. Freedigitalphotos 2,036 $1,809ยกเลิก เพราะยอดขายไม่มีเลยใน 2 ปีที่ผ่านมา
15. Glstock 3,846 $152ยกเลิก เพราะขายได้น้อย
16. Yaymicro 3,554 $36ยกเลิก เพราะขายได้น้อย
17. Stockfresh 1,504 $4ผมถูกยกเลิก account เพราะยอดขายต่ำเกินไป
18. Crestock 50 $4ยกเลิก เพราะขายได้น้อย
19. Clashot 120 $3ยกเลิก เพราะขายได้น้อย
20. Mostphotos 1,090 $3ยกเลิก เพราะขายได้น้อย
21. Cutcaster 70 $0ยกเลิก เพราะขายได้น้อย
22. Veer 4,119 $261เว็บปิดตัวแล้วไปควบรวมกับเว็บ iStock
23. Pixmac 265 $1ถูกควบรวมเข้ากับเว็บ pond5
24. Photokore 2,151 $9เว็บปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2015
25. Freepik 0 $0ผมยังสอบไม่ผ่าน - -"
     T O T A L $47,800
หมายเหตุ: เว็บไซต์ลำดับที่ 14-24 ผมยกเลิกการขายรูปแล้ว

จากตารางสรุปรายได้รวมทั้งหมดครบทุกเว็บใน 8 ปีที่ผ่าน สามารถสรุปสัดส่วนรายได้ของเว็บไซต์ Microstock photography แต่ละแห่ง (ดังรูปที่ 1) ซึ่งเว็บ Shutterstock ถือว่ายังเป็นเว็บที่สามารถทำรายได้ดี อย่างต่อเนื่องคิดเป็น 56% จากรายได้รวมทั้งหมด ถัดมา Photodune หลังจากรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Envato ก็มียอดขายที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับ iStock และ Fotolia (เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Adobe Stock) ก็มาแรงพอๆกัน ด้วยพลังทางการตลาดของ Getty Images และ Adobe ส่งผลให้ทั้งสองเว็บนี้ ขายดีขึ้นมากกว่าแต่ก่อนครับ

สำหรับเว็บไซต์ Dreamstime, 123rf, Depositphotos, Bigstockphoto และ Canstockphoto ยอดขายก็มีมาเรื่อยๆ ไม่น่าตื่นเต้นเท่าไรนัก สำหรับท่านที่ได้ลองส่งรูปขายแล้ว(อาจมีเวลาน้อยเพราะทำงานประจำไปด้วย)หรือท่านที่กำลังจะเริ่มลองส่งรูปขาย ผมแนะนำให้เน้นไปที่ 4 เว็บแรกครับ แบบเน้นๆ ตรงเป้ากันไปเลย 555+

รูปที่ 1 - สรุปสัดส่วนร้อยละของรายได้แต่ละไมโครสต็อกใน 8 ปี
ช่วง 3 ปีหลังมานี้ ผมไม่ค่อยได้ตามข่าววงการไมโครสต๊อกมากซักเท่าไหร่ พอมาเริ่มลองตามข่าวอีกทีก็ช่วงต้นปี 2018 ที่ผ่านมา วงการไมโครสต๊อกก็มีคลื่นลูกใหม่ที่น่าสนใจคือเว็บ Freepik แบบว่าพอมาเช็คดูข้อมูลแล้วเว็บนี้น่าสนใจมาก แนวโน้มความนิยมกำลังเริ่มจะแซงกลุ่มเว็บไมโครสต็อกชั้นนำอย่าง Shutterstock (Alexa rank: 301) ลองพิจารณาแนวโน้มจากรูปที่ 2

รูปที่ 2 - แนวโน้มความนิยมของเว็บไมโครสต็อกชั้นนำ 5 เว็บ (ข้อมูลจาก Google Trend)
ในช่วงแรกผมเองก็ไม่ค่อยสนใจเว็บ Freepik ซักเท่าไหร่ พี่ที่ทำสต๊อกด้วยกันก็แนะนำมาให้รีบส่งรูปสอบเพราะขายดี ผมก็ลองส่งรูปสอบไปแบบงั้นๆ สรุปคือสอบไม่ผ่าน 555+ ต้องรอเวลาส่งสอบใหม่อีกรอบ

ผมเลยลองมาวิเคราะห์ดููสถิติความนิยมของเว็บ Freedigitalphotos (Alexa rank: 100,272) ซึ่งหลักการคล้ายๆกับเว็บ Freepik (Alexa rank: 318) ก็สู้เว็บ Freepik ไม่ได้เลย พอไปดูสถิติของผมเองที่เคยส่งรูปขายไว้ที่เว็บ Freedigitalphotos กว่า 2 พันรูป มียอดโหลดฟรี(Free downloads) 36,065 ครั้ง มียอดขายได้(Sales) 442 ครั้ง (คิดเป็น 1.2% เทียบกับยอดโหลดฟรี) ประกอบกับในช่วง 2 ปีหลังผมไม่มียอดขายได้เลย จึงตัดสินใจปิดพอร์ทที่เว็บนี้ เพื่อที่ไปเริ่มใหม่กับเว็บ Freepik

รูปที่ 3 - แนวโน้มความนิยมของเว็บ Freepik เปรียบเทียบกับเว็บอื่นๆ (ข้อมูลจาก Google Trend)

ส่งท้ายบล็อกนี้ ผมไปค้นคว้าเพื่อหาแรงบันดาลในให้ตัวเองและเพื่อนๆ ที่กำลังจะเริ่มต้นอาชีพเสริมด้าน Microstock Photography นั้นคือรูปถ่ายของ Jonathan E. Oringer (ผู้ก่อตั้งและ CEO ของเว็บ Shutterstock) ที่เคยส่งขายออนไลน์ในเว็บไซต์ของเขาเองเมื่อปี 2003 (15ปีก่อน)

ภาพถ่ายธรรมดาๆ (ไม่ถึงกับขั้นเทพ) ก็ส่งขายได้นะครับพี่น้องคร้าบบบ… . . .

Image credit: Jon E Oringer/Shutterstock.com
Image credit: Jon E Oringer/Shutterstock.com
ปล.สามารถติดตามอ่านบล็อกสรุปสถิติรายได้ย้อนหลัง 2 ปี, 3 ปี, 4 ปี, 5 ปี <--คลิกอ่านได้เลยครับ

Wednesday, May 7, 2014

ทำธุรกิจออนไลน์ Stock Photos ครบ 4 ปีแล้วครัช!

ครบกำหนดที่ต้องสรุปยอดกันอีกซักที ในรอบ 4 ปี ที่ผมล้มลุกคลุกฝุ่นอยู่ในวงการ สต็อกโฟโต้ (Stock Photos) การที่ได้มีเวลามาสรุปผลในแต่ละปี ก็มีประโยชน์มากครับ ทำให้ได้เห็นหน้าเห็นหลัง ทำให้ได้คิดว่าจะเดินหน้าไปยังไงต่อ จะหยุดทำแล้วไปหาอาชีพที่มั่นคงกว่าทำดี หรือจะประคับประคองต่อไปเรื่อยๆ หรือจะตะลุยต่อไปให้ถึงที่สุด

(สามารถตามอ่านย้อนหลังบล็อกก่อนหน้านี้ "สรุปผล 3 ปีกับการขายภาพถ่าย/วิดีโอ ผ่านเว็บ Stock Photo" และ "2 ปีกับการขายภาพออนไลน์")

แน่นอนครับ ผมเลือกที่จะลุยมันต่อไป โดยมีเพื่อนหลายคนที่คิดจะเริ่มเข้าสู่วงการขายภาพถ่ายออนไลน์ ถามมาบ่อยๆว่า... วงการนี้จะอยู่ได้อีกนานไหม? วงการนี้จะเติบโตไหม? จะยึดเป็นอาชีพหลักได้ไหม?... ผมก็ตอบตามความเชื่อว่า วงการอยู่ได้อีกนานไม่ต้องห่วง แต่การจะยึดเป็นอาชีพหลักได้นั้น เราต้องมีผลงานที่โดดเด่นระดับนึงก่อน สะสมผลงานให้มากพอควร ถึงจะมียอดขายที่ดีสม่ำเสมอและต่อเนื่อง (มีช่างภาพคนไทยหลายท่านที่ยึดวงการสต็อกโฟโต้เป็นอาชีพหลัก) แต่ถ้าจะทำเป็นอาชีพเสริม ผมว่ามันเหมาะมากที่สุดสำหรับคนที่มีใจรักในการถ่ายภาพทุกท่าน (ผมเองก็ยังอยู่ในสถานะนี้)


ในรอบ 3 ปีก่อนหน้านี้ ผมเองก็ยังไม่ค่อยภาคภูมิใจในการเป็นช่างภาพแนวสต๊อกเท่าไหร่นัก เพราะยังไม่ผ่านด่านการสอบเข้าเป็นช่างภาพของ iStockphoto ซึ่งเป็นหนึ่งใน Top 5 ของวงการสต๊อกโฟโต้ แต่พอเข้าปีในที่ 4 กับโอกาสการสอบในครั้งที่ 8 ในที่สุดผมก็ทำได้ครับ นั่นเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้ผมยังเดินต่อในเส้นทางนี้ ^_^

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลง ผมได้สมัครเป็น Exclusive Videographer ที่ iStockphoto นั่นคือส่งวิดีโอขายให้กับที่เว็บ iStockphoto เว็บเดียวเท่านั้น ซึ่งจะได้ส่วนแบ่งรายได้ที่มากขึ้นอีกนิดหน่อย ก่อนหน้านี้ผมได้ลองฝึกการถ่ายวิดีโอเล่นๆ และลองส่งขายไปหลายเว็บ แต่ยอดขายก็ไม่ดีเลย ประกอบกับเวลามีน้อยเลยวัดดวงส่งแค่เว็บเดียวพอ ยอดขายก็พอมีมาบ้างแต่ก็ไม่มากเท่าไหร่ คงต้องฝึกฝีมืออีกหลายปี 555+

นอกจากนั้น ในปีที่ผ่านมาก็ได้สมัครเว็บสต็อกโฟโต้แห่งใหม่เพิ่มเติม ด้วยว่าอันตัวเรานั้นมันมีของอยู่แล้ว (รูปถ่าย) ก็เลยอยากจะหาที่ปล่อยของเพิ่ม ก็เริ่มส่งภาพไปยังเว็บ Pond5, Mostphotos, Pixmac, Cutcaster และ Clashot ซึ่งยอดขายยังคงบางตามากถึงมากที่สุด (ผิดหวังนิดหน่อย) ก็เลยกลับไปทุ่มเทกับเว็บสต๊อกโฟโต้ตัวหลักๆก่อน และถ้าว่างเมื่อไหร่ ฉันจะไม่ลืมจะแวะไปปล่อยของอีก

รูปที 1 - ภาพถ่ายที่ถูกเลือกเผยแพร่ในนิตยสาร "ข้าวไทย"

อีกหนึ่งความปลาบปลื้มใจส่วนตัวของผม คือไปเจอผลงานภาพถ่ายตัวเองได้ถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร "ข้าวไทย" ในฐานะคนชอบสร้างภาพ(ถ่าย) การได้ถ่ายภาพถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งของชีวิต การได้มีรูปออนไลน์บนเว็บเอเจนซี่ระดับโลกก็ดีใจมากแล้ว และยิ่งมีรูปขายได้ด้วยก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก (มีเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง 555+)

ภาพชื่อว่า "Thai farmer" ภาพนี้อาจจะไม่ได้สวยงามมาก เพราะสมัยนั้นผมยังมือใหม่อยู่ แต่เมื่อลูกค้าชาวไทยเลือกซื้อไป (ไทยทำไทยใช้) ผมก็ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ (^^) นึกย้อนกลับไปก็อดขำไม่น้อย ผมถ่ายคุณยายท่านหนึ่งในแปลงนาข้างๆ แปลงนาของคุณแม่ผม ในยุคที่มีโครงการประกันราคาข้าว สมัยรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ แต่ถูกนำมาใช้สะท้อนปัญหาโครงการรับจำนำข้าว ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ :P


วกกลับมาเรื่องสรุปผลการขายภาพครบ 4 ปีกันดีกว่า ภาพรวมของวงการขายภาพออนไลน์ยังถือว่าไปได้ดีครับ รวมแล้วผมสมัครขายภาพไป 22 เว็บ แต่เว็บหลักๆที่ผมเน้นจริงๆ คือ 10 อันดับแรก (ดูตารางที่ 1) ในส่วนของรายได้รวมทุกเว็บ สี่แสนกว่าๆ ส่วนตัวแล้วผมว่ายังไม่เข้าเป้าน่ะ สำหรับงานที่ทำอยู่ 4 ปี (มันน่าจะได้มากกว่านี้ 555+) แต่ถ้ามองในแง่โอกาสของการเติบโตในสายงานนี้ยังเปิดกว้างอยู่มาก งานที่ต้องการไอเดีย งานที่ต้องขยั่นหมั่นเพียร เป็นงานอิสระ เป็นงานที่ทำที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องนั่งทำประจำติดอยู่กับออฟฟิต ไม่ต้องรูดบัตรเข้า 8 โมงเช้า รูดออก 5 โมงเย็น แค่มีคู่แข่งในระดับโลกเพียงไม่กี่แสนคนก็เท่านั้นเอง (- -")

No. Stock Photos Online images Online footages Total sales Total earnings(Baht)
1. Shutterstock 3,207 0 16,224 295,590
2. Freedigitalphotos 1,708 0 284 39,270
3. Fotolia 2,285 0 1,764 32,550
4. 123rf 3,716 0 1,046 26,760
5. Dreamstime 2,353 0 780 24,000
6. iStockphoto 2,222 115 108 17,249
7. Depositphotos 4,356 0 513 8,220
8. Canstockphoto 3,663 0 154 6,640
9. Veer 3,017 0 119 6,240
10. Photodune 3,991 0 228 6,240
11. Bigstockphoto 741 0 65 3,360
12. Graphicleftovers 3,167 0 73 2,940
13. Colourbox 4,422 0 313 2,720
14. Alamy 182 0 4 1,080
15. Yaymicro 2,920 0 17 510
16. Pond5 559 0 1 173
17. Photokore 2,151 0 12 90
18. Crestock 50 0 6 45
19. Mostphotos 1,090 0 1 40
20. Pixmac 265 0 1 30
21. Clashot 35 0 4 19
22. Cutcaster 70 0 0 0
     T O T A L 21,717 474,265
ตารางที่ 1 - Summary of microstock photography earnings (4 years)
หมายเหตุ:
  • Online images คือภาพใน Portfolio ที่ผ่านกันอนุมัติแล้ว
  • Online footages คือวิดีโอคลิปที่ผ่านการอนุมัติแล้ว (ผมส่งขายที่ iStockphoto เว็บเดียวเท่านั้น)
  • Total sales คือยอดรวมจำนวนการดาวน์โหลดของลูกค้า
  • Total earnings (Baht) คือยอดรายได้รวม 4 ปี (เรทในการคำนวณอยู่ที่ 30 บาท/เหรียญ)

ผมขอลงรายละเอียดเพิ่มเติมของเว็บ Shutterstock สักหน่อย เพราะเป็นเว็บเอเจนซี่รายใหญ่ที่ทำรายได้ให้ผมมากกว่าครึ่งของรายได้ทั้งหมดที่ได้มา เมื่อพิจารณาจากรูปที่ 2 เป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์รายได้รวม 4 ปี แบ่งตามแต่ละเว็บเอเจนซี่ จะเห็นว่า Shutterstock นำโด่งที่ 62% รองลงมาเป็น Freedigitalphotos ที่ 8% เว็บนี้ทำให้ผมเซอร์ไพรส์มาตลอด จนสามารถทำรายได้เบียดแซง Fotolia, Dreamstime, 123rf และ iStockphoto

รูปที่ 2 - กราฟแสดงสัดส่วนรายได้รวมจากเว็บเอเจนซี่สต๊อกโฟโต้

บทวิเคราะห์ส่วนตัวของผม ยอดขายที่ดีในเว็บ Shutterstock นอกจากเป็นเพราะเว็บนี้ทำการตลาดได้ดีมาก อีกเหตุผลหนึ่งคือแนวการถ่ายภาพของผมคงเข้าทางกลุ่มลูกค้าของเว็บนี้ เช่น แนวธรรมชาติ ดอกไม้ ภาพวิว แต่แนวนี้คงไม่ทางเว็บ Fotolia, Dreamstime และ 123rf เอาซ่ะเลย 555+

ส่วนเว็บ iStockphoto ยอดขายยังเป็นรองอีกหลายเว็บ เพราะผมเพิ่งสอบผ่านเมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 นี่เอง ทำให้ระยะเวลาในการขายยังไม่ถึงปี จึงทำให้สู้เว็บที่ขายมานานกว่า 4 ปีไม่ได้ คิดว่า iStockphoto น่าจะทำให้รายได้ให้ผมดีขึ้นในปีหน้า (หวังลึกๆ)

รูปที่ 3 - กราฟเปรียบเทียบสัดส่วนของรูปที่ขายได้กับรูปที่ขายไม่ได้

มาดูสถิติเกี่ยวกับสัดส่วนภาพที่ขายได้และขายไม่ได้(เล้ยจริงๆ) บางภาพนอนนิ่งอยู่ในพอร์ทผมมา 4 ปีเต็ม ไม่มีสัญญาณตอบรับจากลูกค้าเลย 555+ จากจำนวนรูปทั้งหมดในพอร์ทผมที่ Shutterstock (3,207 ภาพ) ภาพที่ขายไม่ได้เลยมีอยู่ถึง 44% ที่ขายได้แน่ๆก็ 56% แต่สัดส่วนภาพที่สร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำมีอยู่แค่ 1-2% เท่านั้น!

ภาพที่มีจำนวนโหลดมากกว่า 50 โหลดขึ้นไป รวมแล้วมี 2% ซึ่งจำนวนอันน้อยนิดเหล่านี้สามารถสร้างรายได้มากกว่า 1 ใน 3 ของรายได้ที่ได้จากเว็บ Shutterstock ทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่าผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าภาพไหนอนาคตจะขายดีหรือไม่ จนกว่าลูกค้าจะเป็นผู้ให้คำตอบนั้น (คมมาก) บางภาพตั้งใจถ่ายมาก ลงทุนซื้ออุปกรณ์ประกอบมากมาย กลับขายได้แค่โหลดสองโหลด แต่ภาพที่ถ่ายแบบไม่ตั้งใจช่วงไปทริปต่างจังหวัดนี่และ ถ้าโดนขึ้นมาน่ะ กินยาวจริงๆครับ

รูปที่ 4 - กราฟแสดงจำนวนภาพในพอร์ทเทียบกับรายได้ในแต่ละปี

สำหรับสถิติปิดท้ายในบล็อกนี้คือ อัตราการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปของผม โดยแสดงให้ดูว่า จำนวนภาพที่ทยอยสะสมอยู่ในพอร์ท ยิ่งมีปริมาณมากขึ้น (ต้องเน้นคุณภาพด้วยน่ะครับ) อัตราการเติบโตของรายได้ก็ทยอยเพิ่มตาม รับรองว่าอาชีพสายงานคนชอบสร้างภาพ(สร้างวิดีโอและสร้างภาพเวกเตอร์) ส่งขายไปทั่วโลกนั้น ยังรุ่งอยู่น่ะครัช... พี่น้องครัชชช...

Saturday, January 5, 2013

การสมัครเป็นศิลปินที่ Dreamstime (Part 1)

สวัสดีปีใหม่ 2556 ครับ มิตรรักแฟนบล็อกศิลปินช่างภาพทุกท่าน \\ (^_^) // เริ่มต้นปีใหม่ ผมก็เริ่มด้วย บล็อกใหม่ เรื่องใหม่ ตอนใหม่ ในการแนะนำการเป็นศิลปินขายผลงานผ่านสื่อออนไลน์ที่เว็บ Dreamstime

รูปที่ 1 - Dreamstime Logo

เว็บไมโครสต๊อก Dreamstime ก็ถือว่าเป็น Top 5 ของวงการขายภาพเลยครับ โดยเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2000 ในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันมีรูปออนไลน์รอขายอยู่ 15 ล้านรูป มีศิลปินหรือช่างภาพอยู่ 140,000 คน (เยอะมว้ากก..) มีลูกค้าที่รอจะซื้อรูปอยู่ 5 ล้านคน (เยอะมว้ากกว่า 555+) ไม่แปลกเลยที่จะมีสถิติการเข้าใช้งานเว็บ 11 ล้านคน/เดือน เลยทีเดียวครับ

จากจำนวนลูกค้าที่หลากหลายทั่วโลก เว็บจึงรองรับภาษาต่างๆ ได้ 12 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ, ดัตช์, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, อิตาลี, โปรตุเกส, จีน, กรีก, โปแลนด์, รัสเซีย และสวีเดน ภายในเว็บได้แบ่งหมวดหมู่ของภาพออกเป็น 13 กลุ่มหลักดังนี้

1. Abstract (3.9 ล้านรูป)
2. Animals  (0.8 ล้านรูป)
3. Arts & Architecture (1.3 ล้านรูป)
4. Business (1.2 ล้านรูป)
5. Editorial (0.3 ล้านรูป)
6. Illustrations & Clipart (1.8 ล้านรูป)
7. Industries (3.0 ล้านรูป)
8. IT and Computer (0.1 ล้านรูป)
9. Nature (3.0 ล้านรูป)
10. Objects and Items (2.7 ล้านรูป)
11. People (3.0 ล้านรูป)
12. Technology (0.2 ล้านรูป)
13. Travel (1.2 ล้านรูป)

โดยผมได้สรุปจำนวนภาพที่อยู่ในหมวดหมู่เหล่านั้นไว้ด้านหลัง (รูปหนึ่งรูปสามารถกำหนดได้ 3 หมวดหมู่) จะเห็นว่าหมวดหมู่ Abstract ได้รับความนิยมมากจากมีช่างภาพหรือศิลปินที่สร้างสรรค์งานในแนวนามธรรม และหมวดหมู่ที่นิยมน้อยสุดคือ Technology และ Editorial ถ้าจะให้ผมวิเคราะห์กันแบบง่ายๆเลยว่า "แนวไหนขายดี แนวนั้นก็ถูกทำออกมาเยอะ"

รูปที่ 2 - 5 รูปขายดีของแต่ละหมวดหมู่

แต่ผมยังไม่สรุปหรอกน่ะว่าแนว Abstract จะขายดีที่สุดเพราะมีรูปในหมวดหมู่นี้มากสุด เกือบ 4 ล้านรูป ผมเลยเข้าไปดู 5 อันดับแรกที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดของแต่ละหมวดหมู่ เอามาแสดงโดยเรียงตามหมวดหมู่ที่มีภาพมากสุดไปน้อยสุด ดังรูปที่ 2

ถ้าลองดูคร่าวๆ ก็จะเห็นว่าภาพไหนขายดี ก็จะมีอันดับดีมากในแต่ละหมวดหมู่ที่ช่างภาพได้ระบุไว้ (สูงสุด 3 หมวดหมู่) เช่น ภาพลูกสุนัขฟังเพลง (Grooving puppy) มียอดดาวน์โหลด 565 downloads และมียอดการดู 33,082 views เป็นภาพที่ถูกระบุไว้ 3 หมวดหมู่คือ Animals, Industries และ Objects and Items ส่วนอีกภาพที่ดูแล้วสุดๆ เลยครับ คือ ภาพจูบกลางชายหาด (Wedding kiss) มียอดดาวน์โหลด 1,041 downloads และมียอดการดู 98,635 views ซึ่งน่าจะเป็นภาพที่มีสถิติที่ดีที่สุดของเว็บ Dreamstime เลยก็ว่าได้ครับ

พอเห็นภาพถ่ายที่ได้รับความนิยมขนาดนี้ ผมเลยลองเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพนี้ซ่ะหน่อย (หาข้อมูลเพื่อสร้างงานของผมเองด้วย 555+) โดยภาพ Wedding Kiss นี้เป็นผลงานของช่างภาพสุภาพสตรี ที่ใช้นามว่า "Kelliem" (ดูผลงานของเธอ) เธอมีภาพถ่ายใน portfolio เกือบ 500 ภาพ มียอดดาวน์โหลดรวม 7 พันกว่าดาวน์โหลด โดยเธอเริ่มขายรูปที่ Dreamstime ตั้งแต่ปี 2005 และได้เป็นสมาชิกแบบ Exclusive (ขายภาพที่เว็บนี้เว็บเดียว)

"I love to capture people the way they look...natural." - Kelliem กล่าว ผมดูผลงานของเธอโดยรวมก็เป็น ภาพบุคคลแนวไลฟ์สไตล์และธรรมชาติ สำหรับอุปกรณ์ประจำกายของเธอคือ "Canon 40D Telephoto 75-300, 17-85m Canon 5D Mark2 Lens 10-22m, 50mm 1.4. 85mm 1.8" ก็ถือว่าใช้อุปกรณ์ไม่เทพมาก แต่มุมมองการสร้างสรรค์ดูโดดเด่นจริงๆ ครับ (ผมดูแล้วแทบอยากหานางแบบนายแบบไปถ่ายภาพที่ทะเลซ่ะเดี๋ยวนี้เลย 555+)

รูปที่ 3 - หน้าแรกเว็บ Dreamstime

จากรูปหน้าแรกของเว็บ Dreamstime (รูปที่ 3) เราก็เกริ่นกันมาพอเป็นน้ำจิ้มแล้ว คราวนี้ก็เริ่มลุยกันเลยดีกว่า ศิลปินท่านใดยังไม่เป็นสมาชิกของเว็บ Dreamstime ก็กระแทกเมาส์ไปที่ลิงค์ "Sign up" ด้านบนของหน้าเว็บได้เลยครับ :)


รูปที่ 4 - หน้า Sign up

แล้วก็จะเข้าสู่หน้า "Sign up" จะเห็นว่าการสมัครเข้าใช้งานก็ไม่ต้องกรอกอะไรมากมายครับ (ไอ้ที่กรอกเยอะรออยู่ด้านใน 555) สำหรับศิลปินท่านใดเคยสมัครที่เว็บอื่นมาก่อนแล้ว หรืออ่านในบล็อก "การสมัครขายภาพออนไลน์ที่ 123RF" ก็จะเริ่มคุ้นเคยกับการกรอกข้อมูลบ้างแล้วใช่มั้ยครับ ก็มีรายละเอียดที่ต้องกรอกดังนี้ครับ

* กรอกข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นน่ะครับ

1. Username

Username เป็นชื่อที่ใช้ Login เข้าเว็บ ยังเป็นชื่อใน URL ของ Portfolio ของเราที่เว็บ Dreamstime ด้วย เช่น ของผมตั้งเป็น Foto76 เลยมี URL เป็น http://www.dreamstime.com/Foto76_portfolio_pg1

ดังนั้นก็คิดชื่อเจ่งๆกันไว้เลย แต่บางชื่อที่คิดว่าดีเก๋กู๊ดแล้ว แต่อาจจะมีคนใช้ไปก่อนหน้าเราแล้ว ท่านศิลปินสามารถเช็คว่าใครใช้ชื่อนั้นไปหรือยังก็กดที่ลิงค์ "Check availability" ถ้ามีคนใช้ไปแล้ว ระบบก็จะแจ้งข้อความเตือนว่า "Username already exists. Please choose another" ผมลองพิมพ์ "aaaaaaaaaaaa" และลองเช็คดู ปรากฏว่าไม่ว่างแล้วซ่ะงั้น โอ้ววว.. แต่ถ้าว่างก็จะมีข้อความว่า "Username is available."

2. Password

รหัสผ่านสำหรับเข้าเว็บ Dreamstime ก็แน่นอนครับ ควรตั้งไว้ให้เดายากๆหน่อย ถามว่าตั้งอะไรดีให้ยากๆ ก็ลองดูข้อความด้านหลังช่องกรอกรหัสผ่าน ถ้ามีคำว่า "Too short" หรือ "Weak" ก็ยังเป็นรหัสที่ดูไม่ค่อยปลอดภัย แต่ถ้ามีข้อความ "Good" หรือ "Very Strong" ก็ถือว่ารหัสท่านแข็งมาก 555+

3. Email address

กรอกอีเมลเอาไว้รับข้อมูลข่าวสารกับทางเว็บ Dreamstime

4. Referral/promotional bonus code

เป็นรหัสอ้างอิง แต่เราไม่มีก็ไม่ต้องกรอกก็ได้ครับ

5. I agree to receive site announcement

ติ๊กเลือกเพื่อยอมรับการรับข่าวสารต่างๆจากเว็บ Dreamstime

6. Set Dreamstime as my homepage

ปล่อยว่างไว้ก็ได้ครับ แต่ถ้าอยากตั้งเว็บ Dreamstime ไว้เป็นเว็บแรกตอนเปิดเว็บบราวเซอร์ก็ติ๊กเลือกได้ครับ

7. I agree with the terms and conditions

ติ๊กเลือกเพื่อยอมรับในเงื่อนไขต่างๆของเว็บ Dreamstime แน่นอนครับยังไงก็ต้องติ๊ก ถึงแม้จะไม่เคยคิดจะอ่าน Terms and conditions ก็ตาม 555+

8. Submit

เมื่อเช็คความถูกต้องต่างๆ แล้วก็กด "Submit" เพื่อลงทะเบียนได้เลยครับ

รูปที่ 5 - หน้าต้อนรับเข้าใช้งานเว็บ Dreamstime

ถ้าทุกอย่างผ่านฉลุย เราก็จะเข้ามเจอหน้าต้อนรับศิลปินน้องใหม่ (รูปที่ 5) ทางเว็บเค้าจะดีใจมาก ถึงกับขึ้นข้อความแสดงความยินดีเลยอ่ะ "Congratulations, you are the newest member of Dreamstime." ที่เค้ายินดีเพราะ ท่านอาจจะเป็นศิลปินที่สร้างผลงานดี รายได้ดี แล้วทางเว็บก็จะได้รวยๆไปกับท่านด้วย Win-Win ครับ ^^

ด้านล่างท่านจะเห็นข้อความ "If you are a contributor, upload images here." เพื่อเป็นการเรียกท่านว่า มาทางนี้... มาทางนี้... ถ้าท่านอยากเป็นศิลปิน ท่านก็อัพโหลดรูปเลยซิค่ะ แต่ผมยังไม่ไปตามคำเรียกนั้น จะพาท่านศิลปินไปกรอกข้อมูลส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อน โดยกดที่ลิงค์ "Edit" ด้านขวาบนของหน้าเว็บครับ

รูปที่ 6 - หน้า Modify user profile

แล้วท่านศิลปินก็จะมาเจอหน้าแก้ไขข้อมูลส่วนตัว (ดังรูป 6) เข้ามาหน้านี้ครั้งแรกก็เป็นการมาใส่ข้อมูลที่จำเป็นให้ครบถ้วน ก่อนที่จะไปลุยกับการอัพโหลดรูปกันต่อไปครับ

สำหรับศิลปินที่มีประสบการณ์ในการกรอกแล้ว ก็จัดไปได้เลยน่ะครับ หลักๆ ก็บังคับกรอกข้อมูล First name, Last name, Email address, City, Address, Zip code และ Phone ส่วนท่านที่ยังไม่คุ้นเคย มีรายละเอียดดังนี้ครับ

(All written information submitted must be in English. All fields marked as * are mandatory) อย่าลืมน่ะจ๊ะกรอกเป็นภาษาอังกฤษน่ะตัวเธอ ^^

1. First name*

กรอกชื่อของศิลปิน (ไม่ต้องมีคำนำหน้าชื่อครับ)

2. Last Name*

กรอกนามสกุลของศิลปิน

3. Email address*

ที่อยู่อีเมลของเรา ซึ่งก็ขึ้นมาแสดงให้เลย เพราะเรากรอกไปตั้งแต่ขั้นตอนการ "Sign up" แต่ถ้าอยากเปลี่ยนก็แก้ไขได้ครับ

4. Web site

กรอกเว็บไซต์ของเรา (ถ้ามี) เอาไว้เผื่อลูกค้าชื่นชอบผลงานของเรามาก ก็จะตามไปดูข้อมูลในเว็บของเรา ก็เอาไว้อวดฝรั่งอ่ะครับ โน้นนี่นั่น ผมเองก็จัดเว็บบล็อกนี้กรอกไปครับ "http://foto76-stock-photos.blogspot.com"

5. Company

ชื่อบริษัท (ถ้ามี) กรณีถ้าเรามีสังกัดในการถ่ายภาพ แต่ศิลปินส่วนใหญ่รักอิสระน่ะผมว่า

6. City*

กรอกชื่ออำเภอ หรือชื่อเขต เอาตัวอย่างผมละกัน ผมมีภูมิลำเนาอยู่อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ส่วนนี้ก็กรอก "Muang"

7. Address*

กรอกที่อยู่ ก็อีกแหละผมยกตัวอย่างของผมละกัน (ยกเว้นบ้านเลขที่ที่เป็นของปลอม) "000 Moo 1, Kokkian Subdistrict"

8. State

กรอกจังหวัด ส่วนนี้เมืองนอกคงไม่สำคัญมั้ง ไม่เห็นมีเครื่องหมายจำเป็นต้องกรอก แต่สำหรับเมืองไทย จำเป็นน่ะ ผมว่ากรอกเหอะ ผมกรอกเป็น "Narathiwat"

9. Zip code*

กรอกรหัสไปรษณีย์ 5 หลัก จัดไป "96000"

10. Phone*

กรอกเบอร์โทรศัพท์ ก็ตามรูปแบบสากลน่ะครับ เช่น เบอร์มือถือ "6681xxxxxxx" เบอร์บ้านในเขตกรุงเทพ "662xxxxxxx" หรือเบอร์ตามต่างจังหวัด อาทิ จังหวัดนราธิวาสก็ "6673xxxxxx" หลักง่ายๆคือ เอาเลข 66 มาแทนเลข 0 ครับ

เบอร์สำหรับติดต่อนี้ ไม่ต้องห่วงน่ะครับ ว่าฝรั่งจะโทรมารบกวน สำหรับผมแล้วทำมาสองปีกว่าจะเข้าปีที่สามแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าฝรั่งจะโทรมากวนเลย ถ้ามีอะไรจะติดต่อเราจริงๆ ฝรั่งจะส่งเมลมาแทนครับ ^^

11. Your photo

เป็นส่วนใส่รูปประจำตัวของเรา ก็เอาไว้โชว์ฝรั่งนั่นแหละ เผื่อว่าก่อนจะซื้อรูปของเรา เค้าอยากเห็นหน้าช่างภาพซ่ะหน่อย 555+ โดยขนาดของรูปก็ไม่เล็กกว่า 180x220 pixels

12. Equipment details

เป็นส่วนที่ไว้ประกาศว่าอาวุธประจำกายเรามีอะไรบ้าง ก็กรอกพอไว้เป็นข้อมูลให้ผู้ซื้อมั่นใจว่าภาพที่เค้าซื้อเราไป มาจากอุปกรณ์ไม่ธรรมดาน่ะ แต่ถ้ายังไม่พร้อมก็ยังไม่ต้องกรอกก็ได้ครับ ^^

13. Favourite subjects

เป็นคำถามปลายเปิด ถามในวัตถุที่เราโปรด ท่านใดเก่งภาษาหน่อยก็จัดไปอย่าให้เสียชื่อคนไทยน่ะครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นการอธิบายแนวการถ่ายภาพที่ถนัดครับ ถ้ายังไม่พร้อมกรอกก็ข้ามไปได้ครับ สำหรับผมก็จัดไปให้ให้เสียชื่อ "Travel, Nature, Closeup"

14. Bio / Artistic statement

เป็นส่วนของศิลปินไว้แถลงการณ์อะไรก็ได้ หัวข้อนี้เปิดกว้างครับ ผมเลยไม่กรอกซ่ะเลย

15. Do not show my name and location on the public website

เป็นหัวข้อให้เลือกว่าจะแสดงข้อมูล "ชื่อ" และ "ที่อยู่" (ข้อมูลอำเภอและประเทศ) ของเราในหน้า Profile ของเราใน Dreamstime หรือเปล่า ถ้าต้องการก็ไม่ต้องติ๊กเลือกไปครับ แต่ถ้าต้องการเป็นส่วนตัวหน่อยก็ติ๊กเลือกไปครับ

ข้อมูล Profile ใน Dreamstime ของผมคือ "http://www.dreamstime.com/foto76_info" หน้านี้จะแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับศิลปินหลายอย่างครับ เอาไว้ค่อยอธิบายในคราวหน้าน่ะครับ

16. I agree to receive site announcements (no advertisements)

เป็นช่องให้ติ๊กเลือกว่าจะรับข่าวสารจากเว็บ Dreamstime หรือเปล่า โดยเค้าเน้นน่ะว่าไม่มีโฆษณาแน่นอน ก็ติ๊กเลือกรับไปจะดีกว่าครับ :)

17. Submit

ถ้ากรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้วก็กดปุ่ม "Submit" เพื่อบันทึกข้อมูลได้เลยครับ จะสังเกตว่าจะมีข้อความเตือนอีกว่า "All written information submitted must be in English." ซึ่งผมคิดว่าคงมีศิลปินหลายท่านกรอกข้อมูลผิดเยอะมากแน่ๆ 555+

ถ้าการแก้ไขข้อมูลผ่านไปด้วยดีก็จะมีข้อความ "Operation completed successfully." แจ้งให้ทราบครับ

18. Change your password

สำหรับท่านที่้ต้องการเปลี่ยนรหัสผ่านก็กดคลิก "Change your password" จะมีช่องขึ้นมาให้กรอกรหัสเก่า และให้ใส่รหัสใหม่สองครั้ง จากนั้นก็กดปุ่ม "Submit" เป็นอันเสร็จครับ

เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการใส่ข้อมูลส่วนตัวของท่านศิลปิน ถ้าท่านศิลปินต้องการดูหน้า Profile ของตัวเองว่าเป็นอย่างไรก็สามารถกดที่ลิงค์ "My profile" ตรงด้านบนสุดด้านขวาของหน้าเว็บครับ

แหมน่าเสียดายครับท่านผู้ชม หมดเวลาซ่ะงั้น เอาเป็นว่าไว้ค่อยมาเจอกันใหม่ในตอนหน้าน่ะครับ ก่อนจากลาผมทิ้งท้ายไว้กับหน้า "Management Area" ลองหาดูครับจะมีแถบสีเขียนให้เห็นอย่างเด่นชัด เมื่อเข้าไปที่หน้า Management Area นี้แล้ว ท่านศิลปินจะเห็นอะไรมากมาย ลายตาไปหมด มันเยอะจริงไรจริงครับ ผมเลยต้องยกยอดไปตอนหน้าไงครับ ^^

รูปที่ 7 - หน้า Management Area

ติดตามอ่านต่อ ตอนที่ 2 และตอนที่ 3 ได้เลยครับ :)

Monday, December 24, 2012

การสมัครขายภาพออนไลน์ที่ 123RF (Part 3)

Beautiful satin gift bow
Merry christmas & Happy new year 2013 น่ะครับพี่น้องชาวไทย และในที่สุดโลกเราก็ไม่แตกครับ 555+

เรามาถึงตอนที่ 3 ของการสมัครขายภาพที่เว็บ 123RF กันแล้วน่ะครับ (อ่านย้อนหลัง ตอนที่ 1, ตอนที่ 2) ตอนสุดท้ายนี้ จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการดูยอดรายได้จากการขายภาพ ดูรายละเอียดที่ลูกค้าซื้อรูปของเราไป ดูวิธีการโอนเงินจากเว็บ 123RF ไปให้เราที่ PayPal

เมื่อเราทยอยส่งภาพไปซักระยะหนึ่ง ถ้าภาพโดนใจลูกค้าก็จะมียอดดาวน์โหลดหรือยอดซื้อภาพเข้ามาเร็วหน่อย (เป็นกำลังใจอย่างมาก) แต่ถ้ายังไม่โดนใจลูกค้า ก็ต้องอดทนรอกันหน่อยน่ะครับ พราะว่า "งานทุกงาน อาชีพทุกอาชีพ ไม่หมูอย่างที่คิด จริงๆน่ะ" (คำคมส่งท้ายปีของผม ^^)

สำหรับผมเองกว่าจะขายรูปแรกได้ก็เกือบ 3 เดือนครับ รูปที่ขายได้เป็นรูป "ปลีกล้วย" จำนวนรูปในตอนนั้นน่าจะประมาณสองร้อยรูป จำได้ว่าก่อนจะได้โหลดแรกมานั้น ผมก็ส่งรูปแบบเซ็งๆ เบื่อๆ กะจะหยุดส่งรูปแล้ว เพราะไม่เห็นขายได้เลย (อารมณ์นี้ผมว่าเกิดขึ้นกับทุกคนที่ส่งรูปขายน่ะ)

Banana Flower

ฉะนั้น ถ้ายอดขายอาจจะไม่มาซักที หรือนานๆมาครั้งก็ต้องอดทนน่ะครับ ไหนๆ เหล่าเพื่อนพ้องน้องพี่ "คนสร้างภาพ" ทั้งหลาย ต่างก็มีใจรักการถ่ายภาพเป็นเบื้องต้นอยู่แล้ว การขายภาพได้เป็นเรื่องรองไปเลย แค่เราได้เปิดแกลเลอรี่ออนไลน์ไว้อวดผลงาน ก็ดูเท่และภูมิใจแล้วละครับ ^^


รูปที่ 1 - เมนูด้านล่างสุดสำหรับพี่น้องช่างภาพนักล่าฝัน :)

การดูว่าเรามียอดรายได้จากการขายภาพเท่าไหร่แล้วนั้น ให้ไปที่กลุ่มเมนูด้านล่างสุด (รูปที่ 1) คลิกเข้าไปที่ลิงค์ "Earnings"

หน้า "Earnings" นี้จะแสดงข้อมูลประกอบด้วย ยอดดาวน์โหลดประจำวัน (Today's Earnings) สรุปยอดดาวน์โหลดในแต่ละเดือน (Monthly Earnings) สรุปยอดดาวน์โหลดรวมทั้งหมด (Total) แล้วด้านล้างสุดก็จะสรุปยอดเงินที่โอนให้ช่างภาพไปแล้ว (Payment received from 123RF) และยอดเงินที่ยังไม่ได้โอน (Earnings Balance)

รูปที่ 2 - หน้า Earnings เพื่อดูรายได้จากการขายภาพ

โดยรูปที่นำมาแสดงผมได้ย่อลงจะแสดงเฉพาะข้อมูลเท่าที่จำเป็นน่ะครับ และได้ปิดข้อมูลบางส่วนเอาไว้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เกิดจิตนาการครับ 555+

โดยเว็บ 123RF จะไม่มีส่วนที่ต้องเข้าไปกรอกข้อมูลภาษีน่ะครับ (ถือว่าดีแล้ว) รายได้ที่หามาก็ได้เราเต็มๆ แล้วไม่ต้องไปจ่ายภาษีให้กับประเทศอื่น แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรเอามาคำนวณภาษีในประเทศไทยด้วยน่ะครับ :)

สำหรับข้อความด้านบนของหน้า "Earnings" ของผมจะมีข้อความ "Your contributor level : 2 | Past 12 Month Credits Total : 566" ซึ่งผมเพิ่งจะได้เลื่อนชั้นจาก ป.1 ขึ้น ป.2 ครับ โดยที่เว็บ 123RF มีการตั้งระดับของช่างภาพไว้ 10 ระดับ (รูปที่ 3) ยิ่งได้เลื่อนระดับสูงขึ้น ก็จะได้ค่า commission เยอะขึ้น โดยคิดจากยอดเครดิตสะสมในรอบ 12 เดือน ในส่วนนี้ผมยังงงๆ ในระบบเครดิตอยู่ ขอไปศึกษาเพิ่มก่อนว่าเค้าคิดกันยังไง

รูปที่ 3 - ตารางแสดงข้อมูล 123RF Commission Change

ถัดมา เราจะไปดูว่ารูปที่เราขายได้นั้น คือรูปอะไร โดยไปที่เมนูด้านล่างสุดเหมือนเคย แล้วเข้าไปที่ลิงค์ "Sell Images" ก็จะแสดงหน้าเว็บดังรูปที่ 4 แล้วก็เข้าไปที่หัวข้อ "Download" แสดงดังรูปที่ 5


รูปที่ 4 - หน้า Sell Images

รูปที่ 5 - หน้า Downloaded

หน้า "Downloaded" นี้จะแสดงรูปที่ถูกดาวน์โหลดไป โดยจะแสดงเดือนล่าสุดให้เห็น แต่ถ้าอยากย้อนกลับไปดูเดือนเก่าๆ ก็สามารถเลือกเปลี่ยนวันที่ได้ด้วย จากรูปเป็นข้อมูลบางส่วนของรูปถ่ายที่ผมขายได้ในเดือนธันวาคม 2555 ข้อมูลในส่วนนี้ก็เป็นแนวทางในการส่งรูปใหม่ๆ ไปขายครับ ยิ่งแนวรูปไหนขายดี เราก็เร่งถ่ายแนวนั้นส่งไปเพิ่ม

นอกจากนั้นก็ยังบอกด้วยว่ารูปที่ถูกดาวน์โหลดไปนั้น ลูกค้าซื้อไปแบบไหน (ในรายละเอียดความแต่ต่างในแต่ละแบบผมขอศึกษาให้ละเอียดก่อนจะนำมาเขียนอธิบายอีกทีน่ะครับ) เช่น "Sub" คือลูกค้าประเภท Subscription ซื้อรูปไป โดยช่างภาพจะได้ค่า commission น้อยสุดในประเภทนี้ และจะมีค่า commission เพิ่มขึ้นในประเภทอื่นๆ

สำหรับหน้า "Sell Images" (รูปที่ 4) ถือเป็นหน้าหลักของช่างภาพเลยครับ นอกจากมีลิงค์ "Earnings" และ "Downloads" ดังที่กล่าวไปแล้ว ก็ยังมีหัวข้ออื่นๆอีก เช่น
- "My Account" เป็นหน้าบริหารจัดการข้อมูลส่วนตัวของช่างภาพ (ดูใน Part 2)
- "Profile & Portfolio" เป็นหน้าแสดงข้อมูล portfolio ของช่่างภาพ (ดูใน Part 2)
- "Faved" เป็นการกำหนดภาพในแกลเลอรี่ของเราเพื่อผลในการค้นหาที่ดีขึ้น (ผมยังทดลองใช้งานอยู่ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเพิ่มผลการค้นหาอย่างไร)
- "Donate" เป็นส่วนที่เอาไว้ระบุภาพที่จะให้ดาวน์โหลดฟรี 30 วัน เอาไว้โปรโมทผลงานของเรา
- "Releases" เป็นหน้าสำหรับจัดการเอกสาร model release และ property release
- "FAQ" เป็นส่วนของถาม-ตอบ ในประเด็นที่ถูกถามมาบ่อยๆ
- "Blog" เป็นข้อมูลบล็อกของทางเว็บ 123RF เผยแพร่ข่าวสารต่างๆ

และอีกส่วนคือ "History" (รูปที่ 6) เป็นหน้าสรุปผลการอัพโหลดไฟล์ประจำเดือน โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ไฟล์ภาพถ่ายปกติ ไฟล์ภาพแบบ Editorial และไฟล์วิดีโอ หน้านี้เอาไว้บอกผลสรุปการตรวจภาพที่เราส่งไปและยังสรุปสถิติรวมทั้งหมดเอาไว้ด้านล่างสุด นอกจากนี้ยังสามารถดูข้อมูล ftp ได้ด้วย โดยเข้าไปดูได้ที่หัวข้อ "click here to process uploaded files."


รูปที่ 6 - หน้า My Upload History

พอเราขายรูปไปซักระยะหนึ่ง เมื่อสะสมยอดรายได้ถึงเกณฑ์ที่เราได้กำหนดไว้ นั่นคือ 50$ (USD) ทางเว็บ 123RF จะส่งเงินให้เราผ่านทาง PayPal ในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปแบบอัตโนมัติเลยครับ ซึ่งจะมีอีเมล์ส่งมาบอกเราด้วย ดังตัวอย่างด้านล่างครับ


รูปที่ 7 - อีเมล์แจ้งการโอนเงินของ 123RF


รูปที่ 8 - รายการเงินเข้าในเว็บ PayPal

มาถึงจุดนี้ ผมก็หมดวิชาที่จะถ่ายทอดแล้วครับ 555+ หวังว่าข้อมูลทั้ง 3 ตอนคงพอเป็นแนวทางให้กับช่างภาพท่านอื่นๆได้น่ะครับ แล้วบล็อกหน้าเตรียมพบกับการสมัครขายรูปที่เว็บ Dreamstime ครับผม...

สวัสดีปีใหม่ 2556 ครับ ^^

Monday, December 10, 2012

การสมัครขายภาพออนไลน์ที่ 123RF (Part 2)

ผมห่างหายจากการอัพเดทบล็อกไปเป็นเดือนเลย ช่วงนี้เริ่มพอมีเวลาแล้วครับ จะลุยเขียนบล็อกให้เต็มที่เลย ต้องอัพเดทบล็อกกันหน่อย เดี๋ยวแฟนๆ ของบล็อกนี้หนีหายกันหมด 555+

หลังจากที่ได้ผ่านการลงทะเบียนในบล็อกที่แล้ว "การสมัครขายภาพออนไลน์ที่ 123RF - Part 1" เราก็มี Username และ Password เอาไว้เข้าสู่ระบบจัดการของเว็บ 123RF เรียบร้อยแล้ว ในบล็อกนี้ก็จะพูดถึงขั้นตอนการแก้ไขข้อมูลส่วนตัว การส่งข้อมูล หนังสือเดินทาง (Passport) และการส่งรูปขึ้นไปขายออนไลน์ครับ

รูปที่ 1 - หน้า Login
 
เมื่อ Login เข้าระบบแล้วก็จะเข้าสู่หน้า "My Account" ซึ่งหน้าตาของหน้าเว็บได้มีการปรับเปลี่ยนไปเล็กน้อยจากเมื่อเดือนที่แล้วครับ ดังรูปที่ 2 และเมนูด้านบนก็ปรับหน้าตาใหม่ ดังรูปที่ 3
 
รูปที่ 2 - หน้า My Account แบบใหม่


รูปที่ 3 - เมนูทางด้านขวาบนแบบใหม่

ก่อนจะไปส่งรูปขายออนไลน์ เรามาเริ่มโดยการใส่รูปโปรไฟล์ของเรากันก่อน (เพื่อแสดงตัวเราให้โลกรู้ 55) โดยกดเข้าไปที่ลิงค์ "Update Your Profile" ก็จะเข้าสู่หน้า "Account Settings" แล้วกด Edit ในส่วน Profile Photo ดังรูปที่ 4

รูปที่ 4 - หน้า My Profile เพื่อใส่รูปโปรไฟล์

รูปโปรไฟล์ที่จะใส่ต้องเป็นไฟล์ JPEG (*.jpg) เท่านั้นน่ะครับ และมีขนาดไม่เกิน 48x48 pixels แต่ถ้าอัพโหลดรูปที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ไป อย่ากังวล เดี๋ยวทางเว็บจะปรับขนาดให้ (แปลกันโต้งๆเลยผม 555+) นอกจากนั้นถ้าท่านต้องการเปลี่ยนรหัสผ่านก็สามารถคลิ๊กลิงค์ Edit ในส่วน Password ได้เลยครับ (รูปที่ 5)


รูปที่ 5 - หน้า My Profile เพื่อเปลี่ยนรหัสผ่าน

จากนั้นเราก็ไปดำเนินการส่งเอกสารยืนยันตัวตนกันต่อเลยครับ ซึ่งทางเว็บ 123RF กำหนดเอกสารที่สามารถส่งไปยืนยันตัวตนดังนี้

 - Driver's licenses
 - Passports
 - Identity cards
 - Any Government Issued Identification papers with your Name and Date of birth.

สำหรับผมแล้วก็แนะนำให้ใช้ Passport จะดีกว่า หรือถ้าท่านใดมีเอกสารอื่นอยากลองส่งดูก็ได้น่ะครับ เช่น ใบขับขี่สากล หรือบัตรประชาชน ถ้าเอกสารไหนไม่ผ่านการพิจารณาทาง 123RF ก็จะแจ้งกลับมาให้ส่งใหม่ครับ ^^

การยื่นเอกสารยืนยันตัว ให้คลิ๊กที่ลิงค์ "Update Your Profile" เพื่อเข้าไปที่หน้า "My Profile" จากนั้นก็ให้เลือกหัวข้อ "Personal Information" แล้วจะเห็นหัวข้อ "Photographer Details (Photographers only)" แล้วให้คลิ๊ก Edit เพื่อเข้าสู่การแก้ไขข้อมูล (รูปที่ 6)


รูปที่ 6 - หน้า My Profile ในส่วน Photographer Details (Photographers only)

ในหน้านี้ (รูปที่ 6) จะสามารถแก้ไขช่องทางการจ่ายเงินให้กับช่างภาพและแก้ไขยอดรายได้เมื่อเราทำเงินถึงเป้านี้แล้วทางเว็บ 123RF ก็จะโอนให้ช่างภาพต่อไป แต่เราเข้ามาหน้านี้เพื่อส่งเอกสารยืนยันตัวเองกันก่อน โดยลิงค์เข้าไปตามหัวข้อนี้ "You have submitted your ID for payment verification. To resubmit, click here." (ถ้าเป็นการส่งเอกสารครั้งแรกจะมีข้อความแจ้งอีกแบบน่ะครับ) ก็จะเข้าสู่หน้าอัพโหลดเอกสาร (รูปที่ 7)

รูปที่ 7 - หน้า Upload ID

รูปของเอกสารที่จะส่งไป สามารถใช้กล้องถ่ายภาพถ่ายรูปของเอกสาร เช่น ถ้าเป็นหนังสือเดินทางก็ถ่ายหน้าที่มีรูปเราอยู่ หรือจะใช้วิธีสแกนก็ได้ (ต้องเป็นไฟล์ JPEG) ขนาดไฟล์ก็ไม่ต้องละเอียดอะไรมากมาย เอาพอให้เจ้าหน้าที่ 123RF เห็นรูป และดูชื่อจริง วันเกิด ของเราได้ก็พอครับ (ของผมส่งไปขนาด 1500x1000 pixels)

Note: ในส่วนการส่งเอกสารยืนยันตัวตนสามารถข้ามไปก่อนได้ แล้วค่อยย้อนกลับมาทำทีหลังก็ได้ครับ

เมื่อส่งรูปไปเสร็จแล้ว ก็ปล่อยทิ้งไว้ได้เลย เดี๋ยวทางเว็บก็จะแจ้งมาเองว่าผ่านหรือไม่ผ่าน สำหรับเราแล้วก็ดำเนินการส่งรูปไปสอบก่อนได้เลยครับ ก่อนจะไปส่งรูปขาย ในส่วนหน้า "My Profile" ก็จะมีอีกส่วนคือ "Personal Information" เอาไว้สำหรับแก้ไขข้อมูลของเราเอง เผื่อว่ามีการเปลี่ยนที่อยู่ เปลี่ยนชือ ก็สามารถเข้ามาแก้ไขได้ในส่วนนี้ครับ (รูปที่ 8)

รูปที่ 8 - หน้า My Profile ในส่วน Personal Information

ถัดมาก็มาถึงเวลาส่งรูปไปขายแล้วหล่ะครับ สำหรับท่านที่กำลังส่งรูปขายครั้งแรกคงตื่นเต้นไม่น้อย (เหมือนผมในช่วงแรกๆเลย 55) ดังนั้นผมจะพาท่านไปรออยู่ที่หน้าส่งรูปขายกันก่อนน่ะครับ แล้วค่อยมาบอกรายละเอียด :D

ให้เลื่อนหน้าเว็บของ 123RF ลงไปด้านล่างสุดน่ะครับ จะเจอกลุ่มลิงค์มากมายให้สังเกตุหัวข้อ "For Photographers" ดังรูปที่ 9


รูปที่ 9 - กลุ่มลิงค์สำหรับช่างภาพโดยเฉพาะ

เรากำลังจะเริ่มส่งรูปขาย ก็เริ่มด้วยลิงค์ Upload ก่อนเลยครับ (ลิงค์อื่นๆค่อยกลับมาอธิบายทีหลัง) แล้วก็จะเข้าสูหน้า "Upload" (รูปที่ 10)

รูปที่ 10 - หน้า Upload

Note: แต่สำหรับช่างภาพที่กำลังจะส่งขายภาพครั้งแรก อาจจะมีหน้าเว็บแสดงผลต่างจากของผมไปหน่อยน่ะครับ โดยอาจจะมีหน้า "123RF.com Content Contributor Agreement" ขึ้นมาให้อ่านเพื่อทำความเข้าใจกันก่อน ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ capture หน้านั้นเก็บไว้ครับ เลยไม่มีมาแสดงให้ดู และอีกอย่างนึง เว็บไมโครสต๊อกเกือบทุกเว็บก็จะมีการปรับเปลี่ยนหน้าตาเว็บอยู่เรื่อยๆ ดังนั้นบางเว็บผมอุตส่าห์ capture หน้านั้นไว้ เมื่อเวลาผ่านไป หน้าเว็บนั้นก็ถูกเปลี่ยนไป ผมก็เลยไม่สามารถเอาหน้านั้นมาเป็นตัวอย่างได้ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับผม ^^

สำหรับในหน้า "Upload" นี้ จะมีให้เลือกก่อนว่าเราจะส่งอะไรไปขาย ก็จะมีส่งรูปถ่าย (Photos) ส่งภาพเวกเตอร์ (Illustrations) ส่งภาพแนวภาพข่าว (Editorial) และส่งวิดีโอ (Footage) ซึ่งการส่งวิดีโอขายที่เว็บ 123RF นี้ ก็เพิ่งจะมีเพิ่มเข้ามาไม่กี่เดือนนี่เอง ทำให้หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับไมโครสต๊อกที่ออกก่อนหน้านี้ แทบจะอัพเดทไม่ทันความเปลี่ยนแปลงนี้ ดังนั้นท่านใดเวลาเข้าเว็บตามคำแนะนำในหนังสือหรือในเว็บผมแล้วมันไม่เหมือนกับที่เขียนไว้บ้าง ก็ไม่ต้องแปลกใจน่ะครับ (ออกตัวไว้ก่อนที่จะโดนบ่น 555+)

เราก็เลือก Photos (JPG) แล้วก็กดปุ่ม "Continue >>" แล้วก็จะเข้าไปสู่หน้า "Upload - Stock Photo" เพื่อที่จะเลือกวิธีการอัพโหลดรูปขึ้นเว็บ 123RF (รูปที่ 11) สำหรับการส่งรูปครั้งแรก ผมก็แนะนำแบบ Web Form Uploader จะง่ายดีครับ (ผมเองก็ใช้วิธีนี้เป็นหลัก)


รูปที่ 11 - หน้า Upload - Stock Photo เพื่อเลือกวิธีการอัพโหลด

เมื่อกดเลือก Web Form Uploader ไปแล้ว บางครั้งอาจจะมีหน้านึงแสดงขึ้นมา โดยให้เรากรอกรหัส 6 หลักก่อน เราก็กรอกรหัสที่เห็นนั้นแล้วก็กด Submit จากนั้นก็จะเข้าสู่หน้า "Upload - Stock Photo" (รูปที่ 13) เพื่อเลือกไฟล์รูปแล้วส่งขึ้นเว็บ 123RF ต่อไป

รูปที่ 12 - หน้าให้กรอกรหัส 6 หลัก

รูปที่ 13 - หน้า Upload - Stock Photo เพื่อเลือกไฟล์รูป

มาถึงขั้นนี้ ท่านผู้อ่านที่มีความประสงค์ขายรูปออนไลน์ คงมีรูปพร้อมส่งขายแล้วใช่มั้ยครับ? แต่ถ้ายังไม่ได้เลือกเอาไว้ก่อน ทางเว็บ 123RF ก็ยังมีแนวทางการเตรียมรูปสำหรับเว็บนี้ดังนี้ครับ

 - รูปภาพ ต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 6 ล้านพิกเซล โดยดูตามขนาด "กว้างxสูง" ของรูป แล้วเมื่อนำสองค่ามาคูณกันแล้ว ก็ต้องมีค่ามากว่า 6 ล้าน เช่น ขนาดของรูป กว้าง 3,072 พิกเซล สูง 2,048 พิกเซล คูณแล้วคือ 6,291,456 ก็เกิน 6 ล้านพิกเซล รูปนี้ก็ผ่านเกณฑ์ของหัวข้อนี้ครับ
 - รูปภาพ ต้องเป็นไฟล์ JPEG เท่านั้นและกำหนดการบีบอัดขนาดรูปไม่ต่ำกว่า 80% (รูปผมส่วนใหญ่กำหนดบีบอัดไว้ 100% เสมอครับ)
 - รูปภาพ ต้องไม่มีชื่อบริษัท ชื่อสินค้า วันที่ ยี่ห้อหรือโลโก้ต่างๆ
 - รูปภาพ ต้องมีขนาดไฟล์ไม่เกิน 20MB
 - ต้องไม่ใส่ชื่อเฉพาะที่มีลิขสิทธิ์ลงใน Keyword (หัวข้อนี้ผมยังไม่ค่อยเคลียร์แต่คิดว่าคงคำประมาณ doraemon อะไรทำนองนี้)

แนวทางนี่เป็นแค่กฎเกณฑ์พื้นฐานน่ะครับ ท่านสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในหัวข้อ "การเตรียมตัวสำหรับส่งรูปขายออนไลน์ Part 1", "การเตรียมตัวสำหรับส่งรูปขายออนไลน์ Part 2" และ "การใส่ข้อมูล Title, Description และ Keywords ลงในภาพถ่าย"

เมื่อรูปถ่ายพร้อมแล้ว และถ้าให้ดีก็ควรใส่ Title, Description และ Keywords ลงในภาพให้เรียบร้อยก่อนน่ะครับ (ถ้ายังไม่ได้ใส่ ก็สามารถไปใส่รายละเอียดพวกนี้ได้อีกทีหลังจากอัพโหลดรูปขึ้นเว็บไปแล้ว)

ปกติเว็บ 123RF จะมีช่องให้เลือกไฟล์ภาพได้ครั้งละ 3 ภาพ แต่ท่านใดอยากส่งมากกว่านี้ ก็เลือกจำนวนรูปที่จะอัพโหลดได้น่ะครับ (สูงสุดต่อรอบคือ 10 รูป) แล้วก็ไปคลิ๊กเลือกตรงช่อง "I hereby warrant that the photos / illustrations that I am submitting to be sold under Commercial Royalty Free license..." เพื่อยินยอมการส่งรูปไปขายในเงื่อนไขที่เว็บ 123RF กำหนด

สำหรับอีกช่องด้านล่างสุดคือ "If my submissions are unfit for RF, I agree to allow them to be accepted into the Editorial Section provided they are deemed to be newsworthy." ช่องนี้จะคลิ๊กเลือกหรือไม่เลือกก็ได้ครับ เท่าที่ผมอ่านแล้วเข้าใจเองน่ะ ประมาณว่าถ้าท่านคลิ๊กเลือกในหัวข้อด่านล่างอันนี้แล้ว จะเป็นการยินยอมว่าถ้ารูปภาพของเราไม่ผ่านการพิจารณา ทางเว็บ 123RF ก็จะนำภาพเราไปไว้ในส่วน Editorial แทน โดยบางเว็บกรณีนี้รูปของเรามีแสดงให้เห็นออนไลน์ก็จริง แต่เป็นภาพแนวแจกฟรีครับ เราก็ไม่มีรายได้ใดๆ จากรูปนั้น แต่ที่ 123RF นี้ผมไม่แน่ใจว่านำรูปไปแจกฟรีหรือเปล่า แต่จะเหมาะสำหรับการแนะนำตัวช่างภาพอีกแบบหนึ่งครับ ถึงแจกฟรี อย่างน้อยๆ ลูกค้าประเภทชอบของฟรีก็จะรู้จักผลงานของเรามากขึ้น และอาจติดใจผลงานกลับมาซื้อของไม่ฟรีของเราก็เป็นไปได้ (แต่ผมไม่คลิ๊กเลือกน่ะ 555+)

รูปที่ 14 - หน้า Upload Results

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็กด "Upload!" ได้เลยครับ แล้วก็นั่งรอไฟล์อัพโหลดในหน้านี้ไปอีกพักใหญ่ (ยิ่งเลือกส่ง 10 รูปก็ยิ่งรอนาน ^^) และเมื่ออัพโหลดเสร็จก็จะเข้าสู่หน้า "Upload Results" (รูปที่ 14) ซึ่งจะแสดงรูปภาพที่เราอัพโหลดขึ้นไปให้เห็น ถ้ารูปไหนไม่ผ่านเกณฑ์ทางเว็บก็จะแจ้งชื่อไฟล์ที่ error ให้ทราบ แต่ถ้ารูปไหนผ่าน หน้านี้ก็จะเป็นขั้นตอนการกรอกรายละเอียดของรูป ถ้าท่านใดยังไม่ได้ฝังรายละเอียดไว้ก่อน ขั้นตอนนี้ก็ต้องมีงานหนักรออยู่ครับ แต่ถ้าฝังข้อมูลลงในรูปมาแล้ว ก็สบายเลยครับ ก็แค่กด "Save" ผ่านขั้นตอนนี้ไปเลย


รูปที่ 15 - หน้า Uploaded Images

จากรูปที่ 15 เป็นหน้าสรุปรูปที่ถูกอัพโหลดไปแล้วประจำวัน โดยรูปที่รอการอนุมัติก็จะขึ้นสถานะว่า "Pending" แต่ถ้ารูปไหนไม่ผ่านการพิจารณา ก็จะแสดงคำว่า "Rejected" แล้วถ้ารูปไหนผ่านก็จะแสดงว่า "Accepted" ซึ่งรอซักครึ่งวันหรือหนึ่งวัน รูปที่อนุมัติแล้วถึงจะไปแสดงใน Portfolio ของเรา การไปดู Portfolio สามารถคลิ๊กดูได้ผ่านลิงค์ด้านล่างสุดของหน้าเว้บที่ชื่อ "Profile & Portfolio" ดูตัวอย่าง Portfolio ของผมดังรูป 16

รูปที่ 16 - หน้า Portfolio ของผม (foto76)

เว็บ 123RF ยังมีอีกหลายส่วนน่ะครับผมขออธิบายในโอกาสหน้าน่ะครับ สำหรับการแนะนำการสมัครขายรูปเบื้องต้นที่เว็บ 123RF ในสองตอนที่ผ่านมา คงพอเป็นแนวทางให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ช่างภาพที่อยากทดลองส่งรูปขายออนไลน์ไม่มากก็น้อยน่ะครับ ^^

*** ติดตามอ่านต่อ Part 3

Tuesday, October 9, 2012

การใส่ข้อมูล Title, Description และ Keywords ลงในภาพถ่าย

ช่วงนี้พายุ "แกมี" เข้าไทย ทำให้หมดโอกาสออกไปเก็บภาพนอกสถานที่ ก็เลยตั้งหลักเขียนบล็อกดีกว่า ^^

บล็อกนี้จะพูดถึงการฝังข้อมูลรายละเอียดภาพเอาไว้ในภาพถ่ายของเรา ก่อนหน้านี้ผมเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนกันครับ เพิ่งมารู้เอาตอนที่ทำรูปส่งขายตามเว็บไมโครสต๊อกต่างๆ ซึ่งตอนนี้รูปหนึ่งรูป ผมอัพโหลดส่งไปขายสิบกว่าเว็บ ตอนแรกผมก็ต้องตามไปกรอกข้อมูล ชื่อภาพ(Title) รายละเอียด(Description) และคำหลัก(Keywords) ในทุกๆเว็บที่ส่งขาย แน่นอนครับ เสียเวลาและเหนื่อยใจมาก

พอมาทราบว่าสามารถฝังข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นลงไปได้ ทีนี้แหละ มันส์เลยครับพี่น้อง เพราะเราแค่ใส่ข้อมูลในภาพนั้นเพียงครั้งเดียว เราก็สามารถส่งภาพไปหลายๆเว็บ โดยไม่ต้องกรอกข้อมูลใหม่อีกต่อไป ข้อมูลที่เราได้ใส่ไว้นั้นก็จะถูกนำไปกรอกในแบบฟอร์มของเว็บไมโครสต๊อกต่างๆ อย่างอัตโนมัติเลยครับ... อั้ยย๊ะ

รูปที่ 1 - รูปตัวอย่าง

ก่อนอื่นขออ้างถึงหลักวิชาการนิดนึงครับ แบบว่าผมได้ไปค้นหาข้อมูลในเน็ตเพื่อมาเสริมประเด็นที่ผมจะอธิบายให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้นครับ 555+

"รูปถ่าย" ที่เราได้ถ่ายขึ้นจาก "กล้องดิจิตอล" ในทุกวันนี้ จะมีการเก็บข้อมูลเบื้องต้นของการตั้งค่าต่างๆของกล้องเอาไว้ในภาพนั้นเลย โดยเรียกข้อมูลชุดนี้ที่เก็บเอาไว้ว่า "EXIF" (บางที่อาจจะเรียกว่า EXIF Metadata) หรือย่อมาจาก "Exchangeable Image File Format"

จากรูปถ่ายแมงมุม จะมีข้อมูล EXIF ฝังอยู่ตั้งแต่ที่ผมได้ถ่ายรูป ดังรูปด้านล่างครับ (ผมดูผ่านโปรแกรม Photoshop CS5)

รูปที่ 2 - ข้อมูล EXIF ของรูปแมงมุม

ข้อมูลที่แสดง จะเห็นว่าจะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับการถ่ายภาพนั้นๆไว้ค่อนข้างครบถ้วนครับ ตั้งแต่ ใช้กล้องอะไร รุ่นไหน เลนส์อะไร ถ่ายวันเวลาไหน ตั้งความเร็วชัตเตอร์เท่าไหร่ ตั้งค่ารูรับแสงไว้เท่าไหร่ เป็นต้น

ข้อมูลส่วนนี้เป็นส่วนที่ดีมากสำหรับการนำไปวิเคราะห์การตั้งค่าการถ่ายภาพจากช่างภาพมืออาชีพ ผมเองก็ใช้การดูข้อมูล EXIF ตรงนี้ เพื่อพัฒนาฝีมือตัวเองอยู่เรื่อยๆครับ ช่างภาพท่านใดสนใจนำเทคนิคนี้ไปใช้ก็ได้น่ะครับ ^^

ข้อมูล EXIF นี้จะอยู่กับรูปถ่ายตั้งแต่ที่เรากดชัตเตอร์ถ่ายภาพ แต่อาจจะถูกลบทิ้งในภายหลังได้ด้วย ดังนั้นถ้าไปดูข้อมูลภาพนี้แล้วไม่เจอแสดงว่าโดนลบทิ้งไปแล้วครับ ส่วนรายละเอียดเจาะลึกในเรื่องนี้ ผมขอไปหาข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนจะมาเล่าสู่กันฟังให้ละเอียดอีกทีครับ

ศัพท์วิชาการตัวถัดไปคือ "IPTC" หรือ "IPTC Metadata" ย่อมาจาก "International Press Telecommunications Council Metadata" เป็นข้อมูลอีกชุดหนึ่ง (แยกออกจาก EXIF) เพื่อเอาไว้อธิบายรูปภาพ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ภาพที่ถ่ายจากกล้องดิจิตอลเสมอไป อาจจะเป็นภาพที่ถูกสร้างจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็ได้ครับ

"IPTC" ก็เป็นชื่อของ "คณะกรรมการสภาสื่อโทรคมนาคมนานาชาติ" ซึ่งได้กำหนดการตั้งค่าเหล่านี้ลงในภาพเพื่อที่จะได้เป็นมาตราฐานเดียวกันในวงการสื่อ และใช้ประโยชน์เพื่อการสืบค้นด้วย โดยข้อมูลในส่วนนี้ประกอบด้วย ชื่อภาพ, รายละเอียดภาพ, คีย์เวิร์ด (Keyword), เจ้าของภาพ, ลิขสิทธิ์ของภาพ เป็นต้น

และแน่นอนครับ ส่วนที่เราจะสนใจเพื่อนำมาใช้สำหรับการใส่รายละเอียดภาพ ก็คือส่วนนี้นี้เอง ดังนั้นถ้าท่านมีภาพถ่าย(หรือภาพที่สร้างจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์อื่นๆ) ที่อยากจะส่งขายออนไลน์ ยกตัวอย่างรูปแมงมุมด้านบนน่ะครับ โดยผมจะใส่ข้อมูลดังนี้เข้าไป

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Title: Cane Spider


Description: Cane spider on green background

Keywords: asia, animal, biology, bite, black, bug, cane, close, close up, dangerous, eight, eyes, fauna, hairy, huge, insect, legs, macro, monster, natural, nature, spider, spot, tan, ugly, wild, wildlife, thailand, studio, brown, green
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


รูปที่ 3 - เมนูใน Photoshop CS5 สำหรับเข้าไปใส่ข้อมูลภาพ

ผมก็ได้เปิดภาพแมงมุมในโปรแกรม Photoshop CS5 แล้ว ก็เข้าไปที่เมนู "File -> File Info..." ก็จะได้หน้าต่างกรอกข้อมูลดังรูปที่ 4

รูปที่ 4 - การกรอกข้อมูลภาพใน Photoshop CS5

จากนั้นก็กรอกข้อมูลที่เราเตรียมไว้แล้วลงไปในช่อง Document Title, Description และ Keywords ได้เลย ส่วนในช่องอื่นๆ จะกรอกหรือไม่กรอกก็ได้ครับ เพราะเว็บไมโครสต๊อกต่างๆ สนใจนำข้อมูลภาพไปใช้ก็ 3 หัวข้อนี้แหละครับ

เมื่อกรอกข้อมูลเรียบร้อยก็กด "OK" ได้เลย และอย่าลืมกดบันทึกภาพนั้นอีกครับ "File -> Save" ด้วยน่ะครับ

ที่จริงการใส่ข้อมูลภาพนั้นก็สามารถทำได้ผ่านหลายโปรแกรมน่ะครับ แล้วแต่ว่าท่านใดใช้โปรแกรมอะไรอยู่ ก็ลองหาตามเมนูของโปรแกรมเหล่านั้นดูน่ะครับ

เมื่อเราฝังข้อมูลภาพลงไปในภาพถ่ายเรียบร้อยแล้ว ทีนี้จะส่งรูปนี้ไปไมโครสต๊อกอีก 10 เว็บ ก็จะสบายมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องไปกรอกข้อมูลภาพใหม่ทุกครั้ง... แล้วเจอกันบล็อกหน้าครับ ^^