Home   |   Galleries   |   123RF   |   Dreamstime   |   Shutterstock English Version   |   Mobile Version    

Sunday, June 8, 2014

ไอเดียการปรับแต่งภาพถ่ายสำหรับงานสต็อกโฟโต้

"จบหลังกล้อง" หรือ "จบหลังคอมฯ" เป็นวลีที่ใช้ในกลุ่มช่างภาพด้วยกัน ว่าใครมีแนวในการได้มาซึ่งภาพถ่ายที่สวยงามนั้นด้วยวิธีใด "จบหลังกล้อง" คือช่างภาพจังหวะฝีมือ หลังจากเสียงของชัตเตอร์จบลง ไฟล์ภาพที่ได้แทบจะสมบูรณ์แบบ ทั้งความพอดีของแสง องค์ประกอบโดยรวมเป๊ะมากๆ แต่ก็มีเยอะ (ทั้งมือโปร มือกึ่งโปร หรือมือสมัครเล่น) ที่ได้ภาพออกมาแล้วยังไม่พอใจในสิ่งที่เห็น จำเป็นต้องส่งไป "จบหลังคอมฯ" ผ่านโปรแกรมอย่าง Adobe Lightroom หรือ Adobe Photoshop ซักหน่อย แล้วทุกอย่างจะแจ่มแจ๋ว :)

รูปที่ 1 - จบหลังกล้อง

ในยุคดิจิตอลเป็นอะไรที่หลีกหนีกระบวนการ "จบหลังคอมฯ" ไม่ได้จริงๆ ผมเองแทบทุกรูป จะต้องนำไปผ่านเวทมนต์ของ Photoshop ทุกครั้ง มากบ้างน้อยบ้าง แต่ก็ไม่ได้เก่ง Photoshop อะไรมาก แบบว่าถ่ายภาพเพื่อนฝูงออกมาหน้ามืดกันทุกคน จำเป็นต้องไปปรับให้หน้าทุกคนสว่าง ให้สวย ให้หล่อ ก่อนที่จะส่งภาพนั้นไปอวดเพื่อนฝูง... แบบฟรุ้งฟริ้งๆ

http://www.adobe.com
รูปที่ 2 - โปรแกรมแต่งภาพยอดนิยม
แต่ใช่ว่าการ "จบหลังคอมฯ" จะเสกได้ทุกอย่างครับ ถ้าถ่ายมาเบลอ ดำมืดเกินไป สว่างจ้าเกินไป จนรายละเอียดหายไป หรือจัดองค์ประกอบไม่ดี เช่น ถ่ายใบหน้าเพื่อนแล้วหูหายไปข้างนึง ครั้นจะให้ Photoshop มาช่วยนั้น ลำบากแท้ๆ


เมื่อผมเข้าสู่วงการสต๊อกโฟโต้ใหม่ๆ ก็ยังไม่กล้าแต่งภาพอะไรมากมาย กลัวว่าทีมงานตรวจภาพของเว็บไมโครสต็อกจะรู้ว่าภาพถูกเติมแต่งมา แล้วจะส่งผลให้ภาพเหล่านั้นไม่ผ่านการพิจารณา พอผ่านไปซักระยะผมสังเกตุเห็นภาพของพวกฝรั่งที่อวดโฉมขายกันในเว็บ ทำไมสีมันสดมากๆ ทำไมกล้องของผมถึงถ่ายไม่สวยสดอย่างนี้บ้าง ก็เลยเริ่มลองของครับ

รูปที่ 3 - อาชีพช่างภาพสต๊อกโฟโต้
(*** Toony เป็นช่างภาพมือใหม่
และเพิ่งผันตัวเองมาเป็นคนขายภาพออนไลน์
เขาได้เริ่มเขียนบล็อกแนะนำประสบการณ์ตรง
จากคนถ่ายภาพไม่เป็นเลย
จนเข้าสู่วงการสต๊อกโฟโต้ในปัจจุบัน)
ช่วงแรกๆ ผมก็ลองปรับดูนิดๆหน่อยๆ เพิ่มความสว่างนิดนึง(Brightness) ปรับสีเข้มขึ้นนิดนึง(Saturation) ปรับความเปรียบต่างนิดนึง(Contrast) ปรับความคมชัดนิดนึง(Sharpen) ปรับแก้สีที่เพี้ยน(Color Balance) แล้วลองส่งไปตรวจดู บางรูปก็ผ่านแบบเฉียดฉิว บางรูปก็โดนตีตกแบบไม่เป็นท่าด้วยข้อหา ใช้เวทมนต์มากเกินไป "Overuse--Image has excessive noise reduction and/or excessive sharpening effects applied."

ทำไปสักพักแล้วเราจะรู้เองว่าการปรับแบบไหนเป็นการล้ำเส้น ปรับแบบไหนที่เหยียบบนเส้นพอดี และปรับแบบไหนที่ยังไม่ถึงเส้น ในส่วนเทคนิควิธีการปรับต่างๆ ผมยังไม่ลงรายละเอียดมากน่ะครับเพราะยังไม่เก่งพอ ฝีมือแค่พอเอาตัวรอดไปวันๆ 555+ ดังนั้นบล็อกนี้ผมจะเน้นไปที่แนวไอเดียการปรับแก้ภาพที่จบหลังกล้องไม่สวย ให้มาจบหลังคอมฯ แบบพอไปวัดไปวาได้ในแบบของผมเอง

เมื่อลองเปรียบเทียบรูปที่ 4 (ผลงานของผมเอง) กับรูปที่ 5 (ผลงานช่างภาพชาวแคนาดา) มันช่างดูแตกต่างกันเหลือเกิ้น... ซึ่งแน่นอนว่าเวลาที่ลูกค้าค้นเจอสองภาพนี้พร้อมๆกัน ลูกค้าก็ย่อมเลือกผลงานที่ดูสวยสดใสเป็นแน่แท้ ส่วนภาพผมก็เก็บไว้เป็นความภูมิใจส่วนตัวเงียบๆคนเดียว

http://www.shutterstock.com/pic-52694725.html?rid=591133
รูปที่ 4 - ภาพพระนอนวัดโพธิ์ ฝีมือของผมเอง (ดูเชยสิ้นดี)

http://www.shutterstock.com/pic-98302415.html?rid=591133
รูปที่ 5 - ภาพพระนอนวัดโพธิ์ ของมืออาชีพ (สวยงามยิ่งนัก)

ผมจะยกตัวอย่างภาพถ่ายแบบจบหลังกล้องของผมเทียบกับภาพที่ผ่านการปรับแต่งแล้ว และมีออนไลน์อยู่ในเว็บสต๊อกโฟโต้ จะได้เป็นไอเดียให้กับเพื่อนๆ ดังนี้


ปรับแสงให้พอดี

มาถึงไอเดียตัวอย่างแรก ซึ่งผมคิดว่าช่างภาพหลายๆท่าน คงมีภาพแนวนี้ที่ถ่ายมามันมืดไปหน่อย (Under) และถ้าจะส่งภาพเหล่านี้ไปขายเลยนั้น แน่นอนจะเสี่ยงไม่ผ่านการพิจารณา หรือถ้าฟลุ๊คผ่านไป (เหมือนรูปที่ 5 ของผม) โอกาสขายออกยากมากครับ ภาพนี้ผมปรับความสว่าง Exposure ขึ้น จากโปรแกรม Adobe Camera Raw

รูปที่ 6 - ดอกกล้อยไม้ (ก่อนแต่งภาพ)

http://www.shutterstock.com/pic-70291756.html?rid=591133
รูปที่ 7 - ดอกกล้วยไม้ (หลังแต่งภาพ)


ปรับแก้ภาพเอียง

การถ่ายภาพด้วยมือเปล่าโดยไม่ใช้ขาตั้งกล้อง ภาพที่ได้อาจจะมีเอียงบ้างไรบ้าง องค์ประกอบของภาพโดยรวมอาจจะดูไม่สวยงาม จะต้องผ่านกระบวนการหมุนภาพนิดหน่อย ผ่านฟังก์ชัน Edit > Transform > Rotate ของ Adobe Photoshop

รูปที่ 8 - วัดร่องขุ่น (ก่อนแต่งภาพ)

http://www.dreamstime.com/stock-photography-image14556064#res2291920
รูปที่ 9 - วัดร่องขุ่น (หลังแต่งภาพ)


การครอปภาพ (Crop)

บางกรณี ภาพที่เราคิดกว่าถ่ายแบบจัดองค์ประกอบศิลป์ (Composition) ได้อย่างสวยงามแล้ว แต่คนตรวจภาพตามสต๊อกโฟโต้ในต่างประเทศอาจจะตาไม่ถึง มองงานศิลป์ของเราด้อยไป ผมเลยต้องนำภาพที่สวยอยู่แล้วนั้น(คิดไปเอง) มาตัดใหม่ผ่านการครอปในฟังก์ชัน Image > Crop ของ Adobe Photoshop

รูปที่ 10 - เสือโคร่ง (ก่อนแต่งภาพ)

http://www.shutterstock.com/pic-59072032.html?rid=591133
รูปที่ 11 - เสือโคร่ง (หลังแต่งภาพ)


ปรับแก้ WB

แสงสีของภาพหลังจากที่เราถ่ายแบบจบหลังกล้องเสร็จแล้วนั้น แรกๆ ก็คิดว่าเหมาะสมแล้ว สวยงามแล้ว แต่พอโหลดลงคอมฯ เท่านั้นแหละ มองไปมองมา สีมันเพี้ยนๆยังไงไม่รู้ สำหรับช่างภาพมืออาชีพจะสามารถตั้งค่าสมดุลย์แสงสีขาว (White Balance) ให้เข้ากับทุกๆสถานการณ์ที่เจอ แต่มือสมัครเล่นอย่างผมก็ยังตั้งมั่วไปมั่วมา อันไหนพอดีก็ฟลุ๊ค อันไหนไม่พอดี ก็ไปจบหลังคอมฯ 555+ ผมปรับแต่งสีเพี้ยนโดยปรับ Temperature และ Tint ผ่านโปรแกรม Adobe Camera Raw

รูปที่ 12 - ห้องในโรงแรม (ก่อนแต่งภาพ)

http://www.123rf.com/photo_20013545.html#foto76
รูปที่ 13 - ห้องในโรงแรม (หลังแต่งภาพ)


ลบฝุ่น ลบสิ่งไม่พึงประสงค์

กรณีนี้เป็นสิ่งที่มองแบบผิวเผิน อาจคิดว่าภาพเราก็โอเคแล้วน่ะ แสงโอเค สีโอเค องค์ประกอบยิ่งโอเคไปใหญ่ แต่คนตรวจภาพของเว็บสต๊อกโฟโต้ กลับมองในสิ่งที่เรามองไม่เห็น หรือบางสิ่งที่เราเห็นกลับคิดว่าคงไม่เป็นไรหรอก แต่สิ่งนั้นเพียงจุดเล็กๆ ทำให้ภาพไม่ผ่านการพิจารณา หรือถ้าผ่านไปได้ ยอดขายก็จะไม่ดีเท่าที่ควรครับ ผมมักรีทัชภาพ (Retouch) ผ่านเครื่องมือ Patch Tool ของ Adobe Photoshop

รูปที่ 14 - หน้าต่าง (ก่อนแต่งภาพ)

http://www.shutterstock.com/pic-155280896.html?rid=591133
รูปที่ 15 - หน้าต่าง (หลังแต่งภาพ)


ลบโลโก้ เครื่องหมายทางการค้า

สิ่งหนึ่งนอกเหนือการควบคุมของช่างภาพสต๊อก คือไปเจอสิ่งที่สวยงาม แต่สิ่งนั้นดันมีข้อห้ามของทางเว็บสต๊อกโฟโต้ ทำไงได้หล่ะ ก็ต้องกดถ่ายความงามนั้นมาก่อนแล้วค่อยมาปรับแก้หลังคอมฯ ในภายหลัง บางกรณีการหาเหลี่ยมเพื่อหลบโลโก้นั้นก็สามารถทำได้เหมือนกัน แต่ถ้าไม่ได้จริงๆก็ต้องรีทัชออกน่ะครับ ผมมักใช้เครื่องมือ Patch Tool ของ Adobe Photoshop เข้าช่วย

รูปที่ 16 - รถแมคโครตักดิน (ก่อนแต่งภาพ)

http://www.shutterstock.com/pic-119189023.html?rid=591133
รูปที่ 17 - รถแมคโครตักดิน (หลังแต่งภาพ)


ไดคัทภาพ (Die Cut)

มาถึงตัวอย่างสุดท้ายของบล็อกนี้ หลายต่อหลายรูปที่ผมได้ลองส่งไปขายแล้วมีทั้งไม่ผ่านการตรวจ ถึงผ่านไปได้ก็ขายไม่ได้เลย พอเริ่มศึกษางานของช่างภาพที่ขายดีๆ เค้าจะมีภาพหลังขาว (Isolated) ที่ถ่ายวัตถุอะไรก็ได้ ทำให้วัตถุนั้นง่ายต่อการนำไปใช้ของลูกค้า แน่นอน ผมไม่มีไฟสตูดิโอไว้ถ่ายในแนวนี้ แต่อยากมีภาพแนวนี้ประดับ Portfolio กับเค้าบ้าง ผมเลยต้องใช้กำลังภายในผ่าน Polygonal Lasso Tool ของ Adobe Photoshop ร่วมกับเทคนิคตัดโน้นแปะนี่เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ ^_^

รูปที่ 18 - ทีวีเก่า (ก่อนแต่งภาพ)

http://www.shutterstock.com/pic-188987042.html?rid=591133
รูปที่ 19 - ทีวีเก่า (หลังแต่งภาพ)

บล็อกนี้นำเสนอไอเดียพอเป็นสังเขป ผมขอเก็บเล็กผสมน้อยประสบการณ์แต่งภาพให้มากกว่านี้ แล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกในโอกาสต่อไปครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับผม :-)

http://instagram.com/korninrut
ไว้เจอกันบล็อกหน้าครับ

Wednesday, May 7, 2014

ทำธุรกิจออนไลน์ Stock Photos ครบ 4 ปีแล้วครัช!

ครบกำหนดที่ต้องสรุปยอดกันอีกซักที ในรอบ 4 ปี ที่ผมล้มลุกคลุกฝุ่นอยู่ในวงการ สต็อกโฟโต้ (Stock Photos) การที่ได้มีเวลามาสรุปผลในแต่ละปี ก็มีประโยชน์มากครับ ทำให้ได้เห็นหน้าเห็นหลัง ทำให้ได้คิดว่าจะเดินหน้าไปยังไงต่อ จะหยุดทำแล้วไปหาอาชีพที่มั่นคงกว่าทำดี หรือจะประคับประคองต่อไปเรื่อยๆ หรือจะตะลุยต่อไปให้ถึงที่สุด

(สามารถตามอ่านย้อนหลังบล็อกก่อนหน้านี้ "สรุปผล 3 ปีกับการขายภาพถ่าย/วิดีโอ ผ่านเว็บ Stock Photo" และ "2 ปีกับการขายภาพออนไลน์")

แน่นอนครับ ผมเลือกที่จะลุยมันต่อไป โดยมีเพื่อนหลายคนที่คิดจะเริ่มเข้าสู่วงการขายภาพถ่ายออนไลน์ ถามมาบ่อยๆว่า... วงการนี้จะอยู่ได้อีกนานไหม? วงการนี้จะเติบโตไหม? จะยึดเป็นอาชีพหลักได้ไหม?... ผมก็ตอบตามความเชื่อว่า วงการอยู่ได้อีกนานไม่ต้องห่วง แต่การจะยึดเป็นอาชีพหลักได้นั้น เราต้องมีผลงานที่โดดเด่นระดับนึงก่อน สะสมผลงานให้มากพอควร ถึงจะมียอดขายที่ดีสม่ำเสมอและต่อเนื่อง (มีช่างภาพคนไทยหลายท่านที่ยึดวงการสต็อกโฟโต้เป็นอาชีพหลัก) แต่ถ้าจะทำเป็นอาชีพเสริม ผมว่ามันเหมาะมากที่สุดสำหรับคนที่มีใจรักในการถ่ายภาพทุกท่าน (ผมเองก็ยังอยู่ในสถานะนี้)


ในรอบ 3 ปีก่อนหน้านี้ ผมเองก็ยังไม่ค่อยภาคภูมิใจในการเป็นช่างภาพแนวสต๊อกเท่าไหร่นัก เพราะยังไม่ผ่านด่านการสอบเข้าเป็นช่างภาพของ iStockphoto ซึ่งเป็นหนึ่งใน Top 5 ของวงการสต๊อกโฟโต้ แต่พอเข้าปีในที่ 4 กับโอกาสการสอบในครั้งที่ 8 ในที่สุดผมก็ทำได้ครับ นั่นเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้ผมยังเดินต่อในเส้นทางนี้ ^_^

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลง ผมได้สมัครเป็น Exclusive Videographer ที่ iStockphoto นั่นคือส่งวิดีโอขายให้กับที่เว็บ iStockphoto เว็บเดียวเท่านั้น ซึ่งจะได้ส่วนแบ่งรายได้ที่มากขึ้นอีกนิดหน่อย ก่อนหน้านี้ผมได้ลองฝึกการถ่ายวิดีโอเล่นๆ และลองส่งขายไปหลายเว็บ แต่ยอดขายก็ไม่ดีเลย ประกอบกับเวลามีน้อยเลยวัดดวงส่งแค่เว็บเดียวพอ ยอดขายก็พอมีมาบ้างแต่ก็ไม่มากเท่าไหร่ คงต้องฝึกฝีมืออีกหลายปี 555+

นอกจากนั้น ในปีที่ผ่านมาก็ได้สมัครเว็บสต็อกโฟโต้แห่งใหม่เพิ่มเติม ด้วยว่าอันตัวเรานั้นมันมีของอยู่แล้ว (รูปถ่าย) ก็เลยอยากจะหาที่ปล่อยของเพิ่ม ก็เริ่มส่งภาพไปยังเว็บ Pond5, Mostphotos, Pixmac, Cutcaster และ Clashot ซึ่งยอดขายยังคงบางตามากถึงมากที่สุด (ผิดหวังนิดหน่อย) ก็เลยกลับไปทุ่มเทกับเว็บสต๊อกโฟโต้ตัวหลักๆก่อน และถ้าว่างเมื่อไหร่ ฉันจะไม่ลืมจะแวะไปปล่อยของอีก

รูปที 1 - ภาพถ่ายที่ถูกเลือกเผยแพร่ในนิตยสาร "ข้าวไทย"

อีกหนึ่งความปลาบปลื้มใจส่วนตัวของผม คือไปเจอผลงานภาพถ่ายตัวเองได้ถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร "ข้าวไทย" ในฐานะคนชอบสร้างภาพ(ถ่าย) การได้ถ่ายภาพถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งของชีวิต การได้มีรูปออนไลน์บนเว็บเอเจนซี่ระดับโลกก็ดีใจมากแล้ว และยิ่งมีรูปขายได้ด้วยก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก (มีเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง 555+)

ภาพชื่อว่า "Thai farmer" ภาพนี้อาจจะไม่ได้สวยงามมาก เพราะสมัยนั้นผมยังมือใหม่อยู่ แต่เมื่อลูกค้าชาวไทยเลือกซื้อไป (ไทยทำไทยใช้) ผมก็ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ (^^) นึกย้อนกลับไปก็อดขำไม่น้อย ผมถ่ายคุณยายท่านหนึ่งในแปลงนาข้างๆ แปลงนาของคุณแม่ผม ในยุคที่มีโครงการประกันราคาข้าว สมัยรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ แต่ถูกนำมาใช้สะท้อนปัญหาโครงการรับจำนำข้าว ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ :P


วกกลับมาเรื่องสรุปผลการขายภาพครบ 4 ปีกันดีกว่า ภาพรวมของวงการขายภาพออนไลน์ยังถือว่าไปได้ดีครับ รวมแล้วผมสมัครขายภาพไป 22 เว็บ แต่เว็บหลักๆที่ผมเน้นจริงๆ คือ 10 อันดับแรก (ดูตารางที่ 1) ในส่วนของรายได้รวมทุกเว็บ สี่แสนกว่าๆ ส่วนตัวแล้วผมว่ายังไม่เข้าเป้าน่ะ สำหรับงานที่ทำอยู่ 4 ปี (มันน่าจะได้มากกว่านี้ 555+) แต่ถ้ามองในแง่โอกาสของการเติบโตในสายงานนี้ยังเปิดกว้างอยู่มาก งานที่ต้องการไอเดีย งานที่ต้องขยั่นหมั่นเพียร เป็นงานอิสระ เป็นงานที่ทำที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องนั่งทำประจำติดอยู่กับออฟฟิต ไม่ต้องรูดบัตรเข้า 8 โมงเช้า รูดออก 5 โมงเย็น แค่มีคู่แข่งในระดับโลกเพียงไม่กี่แสนคนก็เท่านั้นเอง (- -")

No. Stock Photos Online images Online footages Total sales Total earnings(Baht)
1. Shutterstock 3,207 0 16,224 295,590
2. Freedigitalphotos 1,708 0 284 39,270
3. Fotolia 2,285 0 1,764 32,550
4. 123rf 3,716 0 1,046 26,760
5. Dreamstime 2,353 0 780 24,000
6. iStockphoto 2,222 115 108 17,249
7. Depositphotos 4,356 0 513 8,220
8. Canstockphoto 3,663 0 154 6,640
9. Veer 3,017 0 119 6,240
10. Photodune 3,991 0 228 6,240
11. Bigstockphoto 741 0 65 3,360
12. Graphicleftovers 3,167 0 73 2,940
13. Colourbox 4,422 0 313 2,720
14. Alamy 182 0 4 1,080
15. Yaymicro 2,920 0 17 510
16. Pond5 559 0 1 173
17. Photokore 2,151 0 12 90
18. Crestock 50 0 6 45
19. Mostphotos 1,090 0 1 40
20. Pixmac 265 0 1 30
21. Clashot 35 0 4 19
22. Cutcaster 70 0 0 0
     T O T A L 21,717 474,265
ตารางที่ 1 - Summary of microstock photography earnings (4 years)
หมายเหตุ:
  • Online images คือภาพใน Portfolio ที่ผ่านกันอนุมัติแล้ว
  • Online footages คือวิดีโอคลิปที่ผ่านการอนุมัติแล้ว (ผมส่งขายที่ iStockphoto เว็บเดียวเท่านั้น)
  • Total sales คือยอดรวมจำนวนการดาวน์โหลดของลูกค้า
  • Total earnings (Baht) คือยอดรายได้รวม 4 ปี (เรทในการคำนวณอยู่ที่ 30 บาท/เหรียญ)

ผมขอลงรายละเอียดเพิ่มเติมของเว็บ Shutterstock สักหน่อย เพราะเป็นเว็บเอเจนซี่รายใหญ่ที่ทำรายได้ให้ผมมากกว่าครึ่งของรายได้ทั้งหมดที่ได้มา เมื่อพิจารณาจากรูปที่ 2 เป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์รายได้รวม 4 ปี แบ่งตามแต่ละเว็บเอเจนซี่ จะเห็นว่า Shutterstock นำโด่งที่ 62% รองลงมาเป็น Freedigitalphotos ที่ 8% เว็บนี้ทำให้ผมเซอร์ไพรส์มาตลอด จนสามารถทำรายได้เบียดแซง Fotolia, Dreamstime, 123rf และ iStockphoto

รูปที่ 2 - กราฟแสดงสัดส่วนรายได้รวมจากเว็บเอเจนซี่สต๊อกโฟโต้

บทวิเคราะห์ส่วนตัวของผม ยอดขายที่ดีในเว็บ Shutterstock นอกจากเป็นเพราะเว็บนี้ทำการตลาดได้ดีมาก อีกเหตุผลหนึ่งคือแนวการถ่ายภาพของผมคงเข้าทางกลุ่มลูกค้าของเว็บนี้ เช่น แนวธรรมชาติ ดอกไม้ ภาพวิว แต่แนวนี้คงไม่ทางเว็บ Fotolia, Dreamstime และ 123rf เอาซ่ะเลย 555+

ส่วนเว็บ iStockphoto ยอดขายยังเป็นรองอีกหลายเว็บ เพราะผมเพิ่งสอบผ่านเมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 นี่เอง ทำให้ระยะเวลาในการขายยังไม่ถึงปี จึงทำให้สู้เว็บที่ขายมานานกว่า 4 ปีไม่ได้ คิดว่า iStockphoto น่าจะทำให้รายได้ให้ผมดีขึ้นในปีหน้า (หวังลึกๆ)

รูปที่ 3 - กราฟเปรียบเทียบสัดส่วนของรูปที่ขายได้กับรูปที่ขายไม่ได้

มาดูสถิติเกี่ยวกับสัดส่วนภาพที่ขายได้และขายไม่ได้(เล้ยจริงๆ) บางภาพนอนนิ่งอยู่ในพอร์ทผมมา 4 ปีเต็ม ไม่มีสัญญาณตอบรับจากลูกค้าเลย 555+ จากจำนวนรูปทั้งหมดในพอร์ทผมที่ Shutterstock (3,207 ภาพ) ภาพที่ขายไม่ได้เลยมีอยู่ถึง 44% ที่ขายได้แน่ๆก็ 56% แต่สัดส่วนภาพที่สร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำมีอยู่แค่ 1-2% เท่านั้น!

ภาพที่มีจำนวนโหลดมากกว่า 50 โหลดขึ้นไป รวมแล้วมี 2% ซึ่งจำนวนอันน้อยนิดเหล่านี้สามารถสร้างรายได้มากกว่า 1 ใน 3 ของรายได้ที่ได้จากเว็บ Shutterstock ทั้งหมด  ซึ่งแน่นอนว่าผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าภาพไหนอนาคตจะขายดีหรือไม่ จนกว่าลูกค้าจะเป็นผู้ให้คำตอบนั้น (คมมาก) บางภาพตั้งใจถ่ายมาก ลงทุนซื้ออุปกรณ์ประกอบมากมาย กลับขายได้แค่โหลดสองโหลด แต่ภาพที่ถ่ายแบบไม่ตั้งใจช่วงไปทริปต่างจังหวัดนี่และ ถ้าโดนขึ้นมาน่ะ กินยาวจริงๆครับ

รูปที่ 4 - กราฟแสดงจำนวนภาพในพอร์ทเทียบกับรายได้ในแต่ละปี

สำหรับสถิติปิดท้ายในบล็อกนี้คือ อัตราการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปของผม โดยแสดงให้ดูว่า จำนวนภาพที่ทยอยสะสมอยู่ในพอร์ท ยิ่งมีปริมาณมากขึ้น (ต้องเน้นคุณภาพด้วยน่ะครับ) อัตราการเติบโตของรายได้ก็ทยอยเพิ่มตาม รับรองว่าอาชีพสายงานคนชอบสร้างภาพ(สร้างวิดีโอและสร้างภาพเวกเตอร์) ส่งขายไปทั่วโลกนั้น ยังรุ่งอยู่น่ะครัช... พี่น้องครัชชช...

Tuesday, November 19, 2013

Shuttterstock เว็บสต็อกโฟโต้ชั้นนำของโลก (Part 1)

ถ้าจะให้พูดถึงเว็บสต็อกโฟโต้หรือไมโครสต็อกชั้นนำของโลก ณ จุดนี้ คงหนีไม่พ้นเว็บ Shutterstock เว็บเพิ่งที่ก่อตั้งมาได้ 10 ปี แต่ได้รับความนิยมของผู้ซื้อ (customers) และผู้ขาย (contributors) จากทั่วโลกเป็นอย่างมาก

http://www.shutterstock.com/?rid=591133
รูปที่ 1 - Shutterstock logo

ผมลองค้นดูแนวโน้มของกระแสความนิยมของ Shutterstock ใน "Google Trends" เมื่อเทียบกับเว็บเอเจนซี่ไมโครสต็อกระดับแนวหน้าด้วยกันอย่าง iStockphoto, Fotolia, Dreamstime และ 123rf ผลดังกราฟรูปที่ 2 จะเห็นว่าทิศทางการเติบโตของ Shutterstock ดีขึ้นอย่างมาก รองลงมาก็เป็น Fotolia และ 123rf ส่วนเว็บ iStockphoto จากเดิมเคยนำมากก่อน แต่ค่อนข้างจะแผ่วซ่ะแล้ว โดยระยะครึ่งปีหลังมานี้ iStockphoto มีการปรับกลยุทธ์มากมาย ตั้งแต่ลดราคาขายลงครึ่งราคา ปรับลดความเข้มงวดในการสอบเข้าก็น้อยลง และเพิ่มโควต้าการส่งรูปต่อสัปดาห์มากขึ้น เป็นต้น

รูปที่ 2 - กราฟเปรียบเทียบแนวโน้มของ 5 เว็บไมโครสต็อกชั้นนำ (ที่มา: Google Trends, เมื่อ 17 Nov 2013)

จากความโดดเด่นอย่างมากของเว็บ Shutterstock จึงทำให้น่าคิดว่าเขาใช้กลยุทธ์อะไรในการดึงช่างภาพ (photographers) ศิลปินรูปวาด (illustrators) และศิลปินวิดีโอ (videographers) ทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพฝีมือดีจากทั่วโลกมาร่วมงานด้วย แล้วมีความพอใจกับส่วนแบ่งรายได้ที่ได้รับ

รูปที่ 3 - กราฟเปรียบเทียบแนวโน้มของเว็บไมโครสต็อกกับเว็บสต็อกโฟโต้แบบดั้งเดิม (ที่มา: Google Trends, เมื่อ 17 Nov 2013)

จากการแจ้งเกิดของวงการเว็บเอเจนซี่ไมโครสต็อก อาทิเช่น Shutterstock, iStockphoto, Fotolia เป็นต้น ทำให้เว็บเอเจนซี่สต็อกโฟโต้แบบดั้งเดิม (traditional stock) อย่าง Gettyimages และ Corbis ต่างก็มีแนวโน้มของกระแสความนิยมที่ตกลงเรื่อยๆ ดังรูปกราฟที่ 3 ระดับความนิยมของเว็บเอเจนซี่ยักษ์ใหญ่ทั้งสองตกลงสวนกระแสกับรุ่นน้องที่กำลังพุ่งแรง

จากข้อมูลข้างต้นผมเองก็ยังไม่เชื่อหรอกนะว่าเว็บ Shutterstock จะเป็นพระเอกในขณะนี้ จึงได้หาข้อมูล "Google PageRank" หรือตัววัดความสำคัญของเว็บโดยกูเกิล มีคะแนน 0 ถึง 10 และถ้ายิ่งมีเลขมากก็ยิ่งมีความสำคัญมาก และอีกตัววัดนึงเป็นค่า "Alexa Rank" หรือการจัดอันดับการเข้าชมเว็บจากทั่วโลกโดย alexa ซึ่งเว็บไหนมีตัวเลขยิ่งน้อยก็จะดีกว่าเว็บที่มีตัวเลขมาก

ผมได้รวบรวมเว็บไมโครสต็อกและเว็บสต็อกโฟโต้แบบดั้งเดิมเท่าที่ผมรู้จัก มาจัดเรียงอันดับความนิยมมากที่สุดไปหาน้อย อ้างอิงตามเกณฑ์ลำดับของทั้งสองค่ายดังที่กล่าวมา ตามตารางด้านล่างครับ

No. Stock Photos Google
PageRank
Alexa
Rank
1. Shutterstock 8 228
2. iStockphoto 7 350
3. 123rf 6 403
4. Fotolia 7 464
5.Dreamstime 7 727
6. Depositphotos 6 1,134
7. Bigstockphoto 6 2,087
8. Freedigitalphotos 7 2,259
9. Gettyimages 7 2,714
10. Photodune 6 3,194
11. Canstockphoto 6 4,451
12. Pond5 6 8,301
13. Colourbox 7 8,900
14. Corbis 7 9,139
15. Alamy 6 13,412
16. Veer 6 18,776
17. Yaymicro 4 19,434
18. Stockfresh 5 21,766
19. Graphicleftovers 5 35,876
20. Panthermedia 5 41,981
21. Kozzi 4 43,862
22. Crestock 5 45,345
23. Cutcaster 5 53,513
24. Pixmac 6 63,317
25. Mostphotos 4 74,087
26. Photokore 3 171,871
ตารางที่ 1 - การจัดอันดับเว็บสต็อกโฟโต้โดยใช้ Google PageRank และ Alexa Rank

ข้อมูลการจัดอันดับของผมเองใน 5 อันดับแรง เป็น Top 5 จากหนังสือของคุณสุระ ได้เขียนแนะนำไว้ นั่นคือ Shutterstock, iStockphoto, 123rf, Fotolia และ Dreamstime สำหรับช่างภาพหรือศิลปินรูปวาดท่านใด สนใจหารายได้จากเว็บสต็อกโฟโต้ ก็ให้เริ่มจาก 5 เว็บนี้ก่อนได้เลย รับรองไม่ผิดหวังครับ และถ้ามีเวลาว่างมากขึ้น ก็ทยอยส่งไปยังเว็บเอเจนซี่ที่เหลือได้เลย (ยกเว้น Gettyimages และ Corbis ที่มีการคัดกรอกช่างภาพอย่างเข้มงวด)

www.jonoringer.com
รูปที่ 4 - Jon Oringer (ที่มา: jonoringer.com)

เกริ่นนำความหล่อเท่ของ Shutterstock ไปแล้ว เรามาดูข้อมูลทั่วไปของบริษัท Shutterstock, Inc. กันซักนิดครับ เว็บ Shutterstock เริ่มออนไลน์ครั้งแรกเมื่อปี 2013 ก่อตั้งโดยนาย "Jon Oringer" มีสำนักงานอยู่ที่ New York, USA (ปัจจุบันมีพนักงานในบริษัทเกือบ 300 คน)

ปัจจุบันเว็บมีไฟล์พร้อมขายอยู่ที่ประมาณ 31 ล้านไฟล์ ประกอบด้วย ภาพถ่าย (photos), กราฟิกเวกเตอร์ (vector graphics), รูปวาด (illustrations) และคลิปวิดีโอ (video clips) ถูกผลิตขึ้นจากผู้ขายกว่า 40,000 รายทั่วโลก และมีลูกค้าทั่วโลกรอซื้ออยู่ประมาณ 750,000 ราย เว็บไซต์ให้บริการไปยัง 150 ประเทศ มีระบบภาษารองรับทั้งหมด 20 ภาษา ซึ่งหนึ่งในนั้นมี "ภาษาไทย" ด้วยครับ

บริษัท Shutterstock, Inc. เติมโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2009 บริษัทได้ซื้อกิจการเว็บไมโครสต็อกระดับกลาง "Bigstockphoto" และจากนั้นในปี 2012 ก็ได้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ในชื่อ "SSTK" (ดูกราฟราคาหุ้นได้ดังรูปที่ 7) ถัดมาก็เปิดให้เว็บแบรนด์น้องใหม่ที่ชื่อ "Offset" เพื่อเป็นเว็บให้บริการสต็อกโฟโต้ระดับคุณภาพเยี่ยม (premium stock photos) งานนี้ Shutterstock หวังปั้น Offset เข้าถ้าชนรุ่นพี่อย่าง Gettyimages และ Corbis อย่างไม่น่าสงสัย

รูปที่ 5 - หน้าแรกของเว็บ Shutterstock ระบบภาษาอังกฤษ

รูปที่ 6 - หน้าแรกของเว็บ Shutterstock ระบบภาษาไทย

จากเอกสารที่เผยแพร่สำหรับนักลงทุนในเว็บ Shutterstock ได้ยกตัวอย่างกลุ่มลูกค้าของบริษัทเอาไว้ อาทิเช่น บริษัท Apple, Oracle, Accenture, BCG, AOL, Universal, AP Associated Press, Barnes & Noble, ABC News, News Corporation,  McKinsey&Company, Corbis เป็นต้น (น่าแปลกใจที่ corbis ก็เป็นลูกค้าของ Shutterstock ^_^)

ข้อมูลของผู้ผลิตผลงาน (ประมาณ 40,000 ราย) ไปฝากขายที่เว็บ Shutterstock นั้น ก็มากมายเช่นกัน มีสถิติจากเว็บ Shutterstock ประมาณยอดไฟล์ใหม่ที่ผ่านการตรวจมีมากกว่า 150,000 ไฟล์ต่อสัปดาห์เลยทีเดียว ตกเดือนนึงมีไฟล์ใหม่ออนไลน์ในเว็บอยู่ที่ประมาณ 600,000 ไฟล์ เยอะมว้ากก...

รูปที่ 7 - กราฟราคาหุ้นของ Shutterstock (NYSE: SSTK)

ผมลองสำรวจจำนวนรูปในทุกหมวดหมู่ของเว็บ Shutterstock (ไม่รวมวิดีโอ) ดังตารางที่ 2 ก็เริ่มสังเกตเห็นว่ากระแสกราฟิกเวกเตอร์/รูปวาด กำลังมาแรงเรื่อยๆ อย่างเช่นหมวดหมู่ Illustrations/Clip-Art, Vector คือกลุ่มหลักๆที่สะสมงานประเภทนี้ไว้เยอะ และนอกจากนั้นในหมวดหมู่อื่นๆ รูปที่ติดอันดับขายดีก็มีรูปแนวเวกเตอร์ปะปนอยู่จำนวนมาก เท่าที่ประเมินด้วยสายตา รูปเวกเตอร์ขายดีกว่ารูปแนวภาพถ่ายประมาณ 2 เท่าเลยทีเดียวครับ

มองในแง่โอกาสของศิลปินนักวาดภาพแนว Illustrators ยังมีพื้นที่เปิดกว้างสำหรับท่านอยู่มาก ในส่วนช่างภาพก็ยังพอมีที่ยืนได้ถ้าผลงานเราโดดเด่น แปลกใหม่ ซึ่เว็บ Shutterstock นี้ยังเป็นขุมทองของนักล่าฝันอยู่น่ะครับ

หมวดหมู่ จำนวนรูป
(ล้านรูป)
Abstract 2.6
Animals/Wildlife 1.8
The Arts 0.7
Backgrounds/Textures 4.6
Beauty/Fashion 2.3
Buildings/Landmarks 1.6
Business/Finance 1.7
Celebrities 0.8
Editorial 1.9
Education 0.5
Food and Drink 3.8
Healthcare/Medical 0.9
Holidays 1.5
Illustrations/Clip-Art 8.5
Industrial 5.9
Interiors 3.5
Miscellaneous 1.1
Model Released Only 5.6
Nature 4.4
Objects 4.2
Parks/Outdoor 2.5
People 7.0
Religion 0.3
Science 0.1
Signs/Symbols 1.5
Sports/Recreation 1.1
Technology 0.8
Transportation 0.5
Vectors 4.1
Vintage 0.8
ตารางที่ 2 - จำนวนรูปในแต่ละหมวดหมู่ของเว็บ Shutterstock

เตรียมตัวกันก่อนที่จะลุยสมัครเป็นผู้ขายในเว็บ Shutterstock (Become a Contributor)
  •  ก่อนที่จะเป็น Contributor ที่นี่ได้ต้องผ่านการสอบคัดเลือกเสียก่อน โดยต้องส่งภาพถ่ายหรือรูปกราฟฟิกเวกเตอร์ไปสอบก่อน 10 ภาพ และต้องผ่าน 7 รูปขึ้นไป ถ้าสอบไม่ผ่านก็ต้องรอประมาณ 1 เดือน ถึงจะกลับมาสอบใหม่ได้
  • ในการส่งรูปไปสอบคัดเลือก ต้องแนบเอกสาร passport ไปพร้อมกันตั้งแต่ตอนสมัครสอบเลย ถ้าเอกสารไม่พร้อม ก็จะไม่ผ่านการพิจารณา
  • ภาพถ่ายหรือรูปแนว Illustrations กำหนดเป็นไฟล์ฟอร์แมต JPG มีความละเอียดขั้นต่ำที่ 4.0 ล้านพิกเซล (min. 4.0 megapixels)
  • กรณีเป็นไฟล์ vector กำหนดรับเป็นฟอร์แมต EPS มีขนาดใหญ่ไม่เกิน 15 MB (max. 15 MB)
  • กรณีเป็นคลิปวิดีโอ แนะนำส่งเป็นฟอร์แมต MPEG หรือ MOV ที่เป็นไฟล์ HD  หรือวิดีโอที่มีขนาดความละเอียดขั้นต่ำที่ 480 x 640 พิกเซล โดยมีความยาวไม่ต่ำกว่า 7 วินาที และไม่เกิน 60 วินาที

ในตอนแรกนี้ผมก็วิเคราะห์เบาๆ ตามความคิดตัวเองไว้แค่นี้ก่อน ส่วนบล็อกหน้าเราก็มาลุยสมัครขายรูปที่ Shutterstock กันเลยครับ... ขอบคุณที่ติดตามกันน่ะครับ ^_^