Wednesday, May 7, 2014

ทำธุรกิจออนไลน์ Stock Photos ครบ 4 ปีแล้วครัช!

ครบกำหนดที่ต้องสรุปยอดกันอีกซักที ในรอบ 4 ปี ที่ผมล้มลุกคลุกฝุ่นอยู่ในวงการ สต็อกโฟโต้ (Stock Photos) การที่ได้มีเวลามาสรุปผลในแต่ละปี ก็มีประโยชน์มากครับ ทำให้ได้เห็นหน้าเห็นหลัง ทำให้ได้คิดว่าจะเดินหน้าไปยังไงต่อ จะหยุดทำแล้วไปหาอาชีพที่มั่นคงกว่าทำดี หรือจะประคับประคองต่อไปเรื่อยๆ หรือจะตะลุยต่อไปให้ถึงที่สุด

(สามารถตามอ่านย้อนหลังบล็อกก่อนหน้านี้ "สรุปผล 3 ปีกับการขายภาพถ่าย/วิดีโอ ผ่านเว็บ Stock Photo" และ "2 ปีกับการขายภาพออนไลน์")

แน่นอนครับ ผมเลือกที่จะลุยมันต่อไป โดยมีเพื่อนหลายคนที่คิดจะเริ่มเข้าสู่วงการขายภาพถ่ายออนไลน์ ถามมาบ่อยๆว่า... วงการนี้จะอยู่ได้อีกนานไหม? วงการนี้จะเติบโตไหม? จะยึดเป็นอาชีพหลักได้ไหม?... ผมก็ตอบตามความเชื่อว่า วงการอยู่ได้อีกนานไม่ต้องห่วง แต่การจะยึดเป็นอาชีพหลักได้นั้น เราต้องมีผลงานที่โดดเด่นระดับนึงก่อน สะสมผลงานให้มากพอควร ถึงจะมียอดขายที่ดีสม่ำเสมอและต่อเนื่อง (มีช่างภาพคนไทยหลายท่านที่ยึดวงการสต็อกโฟโต้เป็นอาชีพหลัก) แต่ถ้าจะทำเป็นอาชีพเสริม ผมว่ามันเหมาะมากที่สุดสำหรับคนที่มีใจรักในการถ่ายภาพทุกท่าน (ผมเองก็ยังอยู่ในสถานะนี้)


ในรอบ 3 ปีก่อนหน้านี้ ผมเองก็ยังไม่ค่อยภาคภูมิใจในการเป็นช่างภาพแนวสต๊อกเท่าไหร่นัก เพราะยังไม่ผ่านด่านการสอบเข้าเป็นช่างภาพของ iStockphoto ซึ่งเป็นหนึ่งใน Top 5 ของวงการสต๊อกโฟโต้ แต่พอเข้าปีในที่ 4 กับโอกาสการสอบในครั้งที่ 8 ในที่สุดผมก็ทำได้ครับ นั่นเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้ผมยังเดินต่อในเส้นทางนี้ ^_^

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลง ผมได้สมัครเป็น Exclusive Videographer ที่ iStockphoto นั่นคือส่งวิดีโอขายให้กับที่เว็บ iStockphoto เว็บเดียวเท่านั้น ซึ่งจะได้ส่วนแบ่งรายได้ที่มากขึ้นอีกนิดหน่อย ก่อนหน้านี้ผมได้ลองฝึกการถ่ายวิดีโอเล่นๆ และลองส่งขายไปหลายเว็บ แต่ยอดขายก็ไม่ดีเลย ประกอบกับเวลามีน้อยเลยวัดดวงส่งแค่เว็บเดียวพอ ยอดขายก็พอมีมาบ้างแต่ก็ไม่มากเท่าไหร่ คงต้องฝึกฝีมืออีกหลายปี 555+

นอกจากนั้น ในปีที่ผ่านมาก็ได้สมัครเว็บสต็อกโฟโต้แห่งใหม่เพิ่มเติม ด้วยว่าอันตัวเรานั้นมันมีของอยู่แล้ว (รูปถ่าย) ก็เลยอยากจะหาที่ปล่อยของเพิ่ม ก็เริ่มส่งภาพไปยังเว็บ Pond5, Mostphotos, Pixmac, Cutcaster และ Clashot ซึ่งยอดขายยังคงบางตามากถึงมากที่สุด (ผิดหวังนิดหน่อย) ก็เลยกลับไปทุ่มเทกับเว็บสต๊อกโฟโต้ตัวหลักๆก่อน และถ้าว่างเมื่อไหร่ ฉันจะไม่ลืมจะแวะไปปล่อยของอีก

รูปที 1 - ภาพถ่ายที่ถูกเลือกเผยแพร่ในนิตยสาร "ข้าวไทย"

อีกหนึ่งความปลาบปลื้มใจส่วนตัวของผม คือไปเจอผลงานภาพถ่ายตัวเองได้ถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร "ข้าวไทย" ในฐานะคนชอบสร้างภาพ(ถ่าย) การได้ถ่ายภาพถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งของชีวิต การได้มีรูปออนไลน์บนเว็บเอเจนซี่ระดับโลกก็ดีใจมากแล้ว และยิ่งมีรูปขายได้ด้วยก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก (มีเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง 555+)

ภาพชื่อว่า "Thai farmer" ภาพนี้อาจจะไม่ได้สวยงามมาก เพราะสมัยนั้นผมยังมือใหม่อยู่ แต่เมื่อลูกค้าชาวไทยเลือกซื้อไป (ไทยทำไทยใช้) ผมก็ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ (^^) นึกย้อนกลับไปก็อดขำไม่น้อย ผมถ่ายคุณยายท่านหนึ่งในแปลงนาข้างๆ แปลงนาของคุณแม่ผม ในยุคที่มีโครงการประกันราคาข้าว สมัยรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ แต่ถูกนำมาใช้สะท้อนปัญหาโครงการรับจำนำข้าว ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ :P


วกกลับมาเรื่องสรุปผลการขายภาพครบ 4 ปีกันดีกว่า ภาพรวมของวงการขายภาพออนไลน์ยังถือว่าไปได้ดีครับ รวมแล้วผมสมัครขายภาพไป 22 เว็บ แต่เว็บหลักๆที่ผมเน้นจริงๆ คือ 10 อันดับแรก (ดูตารางที่ 1) ในส่วนของรายได้รวมทุกเว็บ สี่แสนกว่าๆ ส่วนตัวแล้วผมว่ายังไม่เข้าเป้าน่ะ สำหรับงานที่ทำอยู่ 4 ปี (มันน่าจะได้มากกว่านี้ 555+) แต่ถ้ามองในแง่โอกาสของการเติบโตในสายงานนี้ยังเปิดกว้างอยู่มาก งานที่ต้องการไอเดีย งานที่ต้องขยั่นหมั่นเพียร เป็นงานอิสระ เป็นงานที่ทำที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องนั่งทำประจำติดอยู่กับออฟฟิต ไม่ต้องรูดบัตรเข้า 8 โมงเช้า รูดออก 5 โมงเย็น แค่มีคู่แข่งในระดับโลกเพียงไม่กี่แสนคนก็เท่านั้นเอง (- -")

No. Stock Photos Online images Online footages Total sales Total earnings(Baht)
1. Shutterstock 3,207 0 16,224 295,590
2. Freedigitalphotos 1,708 0 284 39,270
3. Fotolia 2,285 0 1,764 32,550
4. 123rf 3,716 0 1,046 26,760
5. Dreamstime 2,353 0 780 24,000
6. iStockphoto 2,222 115 108 17,249
7. Depositphotos 4,356 0 513 8,220
8. Canstockphoto 3,663 0 154 6,640
9. Veer 3,017 0 119 6,240
10. Photodune 3,991 0 228 6,240
11. Bigstockphoto 741 0 65 3,360
12. Graphicleftovers 3,167 0 73 2,940
13. Colourbox 4,422 0 313 2,720
14. Alamy 182 0 4 1,080
15. Yaymicro 2,920 0 17 510
16. Pond5 559 0 1 173
17. Photokore 2,151 0 12 90
18. Crestock 50 0 6 45
19. Mostphotos 1,090 0 1 40
20. Pixmac 265 0 1 30
21. Clashot 35 0 4 19
22. Cutcaster 70 0 0 0
     T O T A L 21,717 474,265
ตารางที่ 1 - Summary of microstock photography earnings (4 years)
หมายเหตุ:
  • Online images คือภาพใน Portfolio ที่ผ่านกันอนุมัติแล้ว
  • Online footages คือวิดีโอคลิปที่ผ่านการอนุมัติแล้ว (ผมส่งขายที่ iStockphoto เว็บเดียวเท่านั้น)
  • Total sales คือยอดรวมจำนวนการดาวน์โหลดของลูกค้า
  • Total earnings (Baht) คือยอดรายได้รวม 4 ปี (เรทในการคำนวณอยู่ที่ 30 บาท/เหรียญ)

ผมขอลงรายละเอียดเพิ่มเติมของเว็บ Shutterstock สักหน่อย เพราะเป็นเว็บเอเจนซี่รายใหญ่ที่ทำรายได้ให้ผมมากกว่าครึ่งของรายได้ทั้งหมดที่ได้มา เมื่อพิจารณาจากรูปที่ 2 เป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์รายได้รวม 4 ปี แบ่งตามแต่ละเว็บเอเจนซี่ จะเห็นว่า Shutterstock นำโด่งที่ 62% รองลงมาเป็น Freedigitalphotos ที่ 8% เว็บนี้ทำให้ผมเซอร์ไพรส์มาตลอด จนสามารถทำรายได้เบียดแซง Fotolia, Dreamstime, 123rf และ iStockphoto

รูปที่ 2 - กราฟแสดงสัดส่วนรายได้รวมจากเว็บเอเจนซี่สต๊อกโฟโต้

บทวิเคราะห์ส่วนตัวของผม ยอดขายที่ดีในเว็บ Shutterstock นอกจากเป็นเพราะเว็บนี้ทำการตลาดได้ดีมาก อีกเหตุผลหนึ่งคือแนวการถ่ายภาพของผมคงเข้าทางกลุ่มลูกค้าของเว็บนี้ เช่น แนวธรรมชาติ ดอกไม้ ภาพวิว แต่แนวนี้คงไม่ทางเว็บ Fotolia, Dreamstime และ 123rf เอาซ่ะเลย 555+

ส่วนเว็บ iStockphoto ยอดขายยังเป็นรองอีกหลายเว็บ เพราะผมเพิ่งสอบผ่านเมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 นี่เอง ทำให้ระยะเวลาในการขายยังไม่ถึงปี จึงทำให้สู้เว็บที่ขายมานานกว่า 4 ปีไม่ได้ คิดว่า iStockphoto น่าจะทำให้รายได้ให้ผมดีขึ้นในปีหน้า (หวังลึกๆ)

รูปที่ 3 - กราฟเปรียบเทียบสัดส่วนของรูปที่ขายได้กับรูปที่ขายไม่ได้

มาดูสถิติเกี่ยวกับสัดส่วนภาพที่ขายได้และขายไม่ได้(เล้ยจริงๆ) บางภาพนอนนิ่งอยู่ในพอร์ทผมมา 4 ปีเต็ม ไม่มีสัญญาณตอบรับจากลูกค้าเลย 555+ จากจำนวนรูปทั้งหมดในพอร์ทผมที่ Shutterstock (3,207 ภาพ) ภาพที่ขายไม่ได้เลยมีอยู่ถึง 44% ที่ขายได้แน่ๆก็ 56% แต่สัดส่วนภาพที่สร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำมีอยู่แค่ 1-2% เท่านั้น!

ภาพที่มีจำนวนโหลดมากกว่า 50 โหลดขึ้นไป รวมแล้วมี 2% ซึ่งจำนวนอันน้อยนิดเหล่านี้สามารถสร้างรายได้มากกว่า 1 ใน 3 ของรายได้ที่ได้จากเว็บ Shutterstock ทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่าผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าภาพไหนอนาคตจะขายดีหรือไม่ จนกว่าลูกค้าจะเป็นผู้ให้คำตอบนั้น (คมมาก) บางภาพตั้งใจถ่ายมาก ลงทุนซื้ออุปกรณ์ประกอบมากมาย กลับขายได้แค่โหลดสองโหลด แต่ภาพที่ถ่ายแบบไม่ตั้งใจช่วงไปทริปต่างจังหวัดนี่และ ถ้าโดนขึ้นมาน่ะ กินยาวจริงๆครับ

รูปที่ 4 - กราฟแสดงจำนวนภาพในพอร์ทเทียบกับรายได้ในแต่ละปี

สำหรับสถิติปิดท้ายในบล็อกนี้คือ อัตราการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปของผม โดยแสดงให้ดูว่า จำนวนภาพที่ทยอยสะสมอยู่ในพอร์ท ยิ่งมีปริมาณมากขึ้น (ต้องเน้นคุณภาพด้วยน่ะครับ) อัตราการเติบโตของรายได้ก็ทยอยเพิ่มตาม รับรองว่าอาชีพสายงานคนชอบสร้างภาพ(สร้างวิดีโอและสร้างภาพเวกเตอร์) ส่งขายไปทั่วโลกนั้น ยังรุ่งอยู่น่ะครัช... พี่น้องครัชชช...

Tuesday, November 19, 2013

Shuttterstock เว็บสต็อกโฟโต้ชั้นนำของโลก (Part 1)

ถ้าจะให้พูดถึงเว็บสต็อกโฟโต้หรือไมโครสต็อกชั้นนำของโลก ณ จุดนี้ คงหนีไม่พ้นเว็บ Shutterstock เว็บเพิ่งที่ก่อตั้งมาได้ 10 ปี แต่ได้รับความนิยมของผู้ซื้อ (customers) และผู้ขาย (contributors) จากทั่วโลกเป็นอย่างมาก

http://www.shutterstock.com/?rid=591133
รูปที่ 1 - Shutterstock logo

ผมลองค้นดูแนวโน้มของกระแสความนิยมของ Shutterstock ใน "Google Trends" เมื่อเทียบกับเว็บเอเจนซี่ไมโครสต็อกระดับแนวหน้าด้วยกันอย่าง iStockphoto, Fotolia, Dreamstime และ 123rf ผลดังกราฟรูปที่ 2 จะเห็นว่าทิศทางการเติบโตของ Shutterstock ดีขึ้นอย่างมาก รองลงมาก็เป็น Fotolia และ 123rf ส่วนเว็บ iStockphoto จากเดิมเคยนำมากก่อน แต่ค่อนข้างจะแผ่วซ่ะแล้ว โดยระยะครึ่งปีหลังมานี้ iStockphoto มีการปรับกลยุทธ์มากมาย ตั้งแต่ลดราคาขายลงครึ่งราคา ปรับลดความเข้มงวดในการสอบเข้าก็น้อยลง และเพิ่มโควต้าการส่งรูปต่อสัปดาห์มากขึ้น เป็นต้น

รูปที่ 2 - กราฟเปรียบเทียบแนวโน้มของ 5 เว็บไมโครสต็อกชั้นนำ (ที่มา: Google Trends, เมื่อ 17 Nov 2013)

จากความโดดเด่นอย่างมากของเว็บ Shutterstock จึงทำให้น่าคิดว่าเขาใช้กลยุทธ์อะไรในการดึงช่างภาพ (photographers) ศิลปินรูปวาด (illustrators) และศิลปินวิดีโอ (videographers) ทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพฝีมือดีจากทั่วโลกมาร่วมงานด้วย แล้วมีความพอใจกับส่วนแบ่งรายได้ที่ได้รับ

รูปที่ 3 - กราฟเปรียบเทียบแนวโน้มของเว็บไมโครสต็อกกับเว็บสต็อกโฟโต้แบบดั้งเดิม (ที่มา: Google Trends, เมื่อ 17 Nov 2013)

จากการแจ้งเกิดของวงการเว็บเอเจนซี่ไมโครสต็อก อาทิเช่น Shutterstock, iStockphoto, Fotolia เป็นต้น ทำให้เว็บเอเจนซี่สต็อกโฟโต้แบบดั้งเดิม (traditional stock) อย่าง Gettyimages และ Corbis ต่างก็มีแนวโน้มของกระแสความนิยมที่ตกลงเรื่อยๆ ดังรูปกราฟที่ 3 ระดับความนิยมของเว็บเอเจนซี่ยักษ์ใหญ่ทั้งสองตกลงสวนกระแสกับรุ่นน้องที่กำลังพุ่งแรง

จากข้อมูลข้างต้นผมเองก็ยังไม่เชื่อหรอกนะว่าเว็บ Shutterstock จะเป็นพระเอกในขณะนี้ จึงได้หาข้อมูล "Google PageRank" หรือตัววัดความสำคัญของเว็บโดยกูเกิล มีคะแนน 0 ถึง 10 และถ้ายิ่งมีเลขมากก็ยิ่งมีความสำคัญมาก และอีกตัววัดนึงเป็นค่า "Alexa Rank" หรือการจัดอันดับการเข้าชมเว็บจากทั่วโลกโดย alexa ซึ่งเว็บไหนมีตัวเลขยิ่งน้อยก็จะดีกว่าเว็บที่มีตัวเลขมาก

ผมได้รวบรวมเว็บไมโครสต็อกและเว็บสต็อกโฟโต้แบบดั้งเดิมเท่าที่ผมรู้จัก มาจัดเรียงอันดับความนิยมมากที่สุดไปหาน้อย อ้างอิงตามเกณฑ์ลำดับของทั้งสองค่ายดังที่กล่าวมา ตามตารางด้านล่างครับ

No. Stock Photos Google
PageRank
Alexa
Rank
1. Shutterstock 8 228
2. iStockphoto 7 350
3. 123rf 6 403
4. Fotolia 7 464
5.Dreamstime 7 727
6. Depositphotos 6 1,134
7. Bigstockphoto 6 2,087
8. Freedigitalphotos 7 2,259
9. Gettyimages 7 2,714
10. Photodune 6 3,194
11. Canstockphoto 6 4,451
12. Pond5 6 8,301
13. Colourbox 7 8,900
14. Corbis 7 9,139
15. Alamy 6 13,412
16. Veer 6 18,776
17. Yaymicro 4 19,434
18. Stockfresh 5 21,766
19. Graphicleftovers 5 35,876
20. Panthermedia 5 41,981
21. Kozzi 4 43,862
22. Crestock 5 45,345
23. Cutcaster 5 53,513
24. Pixmac 6 63,317
25. Mostphotos 4 74,087
26. Photokore 3 171,871
ตารางที่ 1 - การจัดอันดับเว็บสต็อกโฟโต้โดยใช้ Google PageRank และ Alexa Rank

ข้อมูลการจัดอันดับของผมเองใน 5 อันดับแรง เป็น Top 5 จากหนังสือของคุณสุระ ได้เขียนแนะนำไว้ นั่นคือ Shutterstock, iStockphoto, 123rf, Fotolia และ Dreamstime สำหรับช่างภาพหรือศิลปินรูปวาดท่านใด สนใจหารายได้จากเว็บสต็อกโฟโต้ ก็ให้เริ่มจาก 5 เว็บนี้ก่อนได้เลย รับรองไม่ผิดหวังครับ และถ้ามีเวลาว่างมากขึ้น ก็ทยอยส่งไปยังเว็บเอเจนซี่ที่เหลือได้เลย (ยกเว้น Gettyimages และ Corbis ที่มีการคัดกรอกช่างภาพอย่างเข้มงวด)

www.jonoringer.com
รูปที่ 4 - Jon Oringer (ที่มา: jonoringer.com)

เกริ่นนำความหล่อเท่ของ Shutterstock ไปแล้ว เรามาดูข้อมูลทั่วไปของบริษัท Shutterstock, Inc. กันซักนิดครับ เว็บ Shutterstock เริ่มออนไลน์ครั้งแรกเมื่อปี 2013 ก่อตั้งโดยนาย "Jon Oringer" มีสำนักงานอยู่ที่ New York, USA (ปัจจุบันมีพนักงานในบริษัทเกือบ 300 คน)

ปัจจุบันเว็บมีไฟล์พร้อมขายอยู่ที่ประมาณ 31 ล้านไฟล์ ประกอบด้วย ภาพถ่าย (photos), กราฟิกเวกเตอร์ (vector graphics), รูปวาด (illustrations) และคลิปวิดีโอ (video clips) ถูกผลิตขึ้นจากผู้ขายกว่า 40,000 รายทั่วโลก และมีลูกค้าทั่วโลกรอซื้ออยู่ประมาณ 750,000 ราย เว็บไซต์ให้บริการไปยัง 150 ประเทศ มีระบบภาษารองรับทั้งหมด 20 ภาษา ซึ่งหนึ่งในนั้นมี "ภาษาไทย" ด้วยครับ

บริษัท Shutterstock, Inc. เติมโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2009 บริษัทได้ซื้อกิจการเว็บไมโครสต็อกระดับกลาง "Bigstockphoto" และจากนั้นในปี 2012 ก็ได้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ในชื่อ "SSTK" (ดูกราฟราคาหุ้นได้ดังรูปที่ 7) ถัดมาก็เปิดให้เว็บแบรนด์น้องใหม่ที่ชื่อ "Offset" เพื่อเป็นเว็บให้บริการสต็อกโฟโต้ระดับคุณภาพเยี่ยม (premium stock photos) งานนี้ Shutterstock หวังปั้น Offset เข้าถ้าชนรุ่นพี่อย่าง Gettyimages และ Corbis อย่างไม่น่าสงสัย

รูปที่ 5 - หน้าแรกของเว็บ Shutterstock ระบบภาษาอังกฤษ

รูปที่ 6 - หน้าแรกของเว็บ Shutterstock ระบบภาษาไทย

จากเอกสารที่เผยแพร่สำหรับนักลงทุนในเว็บ Shutterstock ได้ยกตัวอย่างกลุ่มลูกค้าของบริษัทเอาไว้ อาทิเช่น บริษัท Apple, Oracle, Accenture, BCG, AOL, Universal, AP Associated Press, Barnes & Noble, ABC News, News Corporation,  McKinsey&Company, Corbis เป็นต้น (น่าแปลกใจที่ corbis ก็เป็นลูกค้าของ Shutterstock ^_^)

ข้อมูลของผู้ผลิตผลงาน (ประมาณ 40,000 ราย) ไปฝากขายที่เว็บ Shutterstock นั้น ก็มากมายเช่นกัน มีสถิติจากเว็บ Shutterstock ประมาณยอดไฟล์ใหม่ที่ผ่านการตรวจมีมากกว่า 150,000 ไฟล์ต่อสัปดาห์เลยทีเดียว ตกเดือนนึงมีไฟล์ใหม่ออนไลน์ในเว็บอยู่ที่ประมาณ 600,000 ไฟล์ เยอะมว้ากก...

รูปที่ 7 - กราฟราคาหุ้นของ Shutterstock (NYSE: SSTK)

ผมลองสำรวจจำนวนรูปในทุกหมวดหมู่ของเว็บ Shutterstock (ไม่รวมวิดีโอ) ดังตารางที่ 2 ก็เริ่มสังเกตเห็นว่ากระแสกราฟิกเวกเตอร์/รูปวาด กำลังมาแรงเรื่อยๆ อย่างเช่นหมวดหมู่ Illustrations/Clip-Art, Vector คือกลุ่มหลักๆที่สะสมงานประเภทนี้ไว้เยอะ และนอกจากนั้นในหมวดหมู่อื่นๆ รูปที่ติดอันดับขายดีก็มีรูปแนวเวกเตอร์ปะปนอยู่จำนวนมาก เท่าที่ประเมินด้วยสายตา รูปเวกเตอร์ขายดีกว่ารูปแนวภาพถ่ายประมาณ 2 เท่าเลยทีเดียวครับ

มองในแง่โอกาสของศิลปินนักวาดภาพแนว Illustrators ยังมีพื้นที่เปิดกว้างสำหรับท่านอยู่มาก ในส่วนช่างภาพก็ยังพอมีที่ยืนได้ถ้าผลงานเราโดดเด่น แปลกใหม่ ซึ่เว็บ Shutterstock นี้ยังเป็นขุมทองของนักล่าฝันอยู่น่ะครับ

หมวดหมู่ จำนวนรูป
(ล้านรูป)
Abstract 2.6
Animals/Wildlife 1.8
The Arts 0.7
Backgrounds/Textures 4.6
Beauty/Fashion 2.3
Buildings/Landmarks 1.6
Business/Finance 1.7
Celebrities 0.8
Editorial 1.9
Education 0.5
Food and Drink 3.8
Healthcare/Medical 0.9
Holidays 1.5
Illustrations/Clip-Art 8.5
Industrial 5.9
Interiors 3.5
Miscellaneous 1.1
Model Released Only 5.6
Nature 4.4
Objects 4.2
Parks/Outdoor 2.5
People 7.0
Religion 0.3
Science 0.1
Signs/Symbols 1.5
Sports/Recreation 1.1
Technology 0.8
Transportation 0.5
Vectors 4.1
Vintage 0.8
ตารางที่ 2 - จำนวนรูปในแต่ละหมวดหมู่ของเว็บ Shutterstock

เตรียมตัวกันก่อนที่จะลุยสมัครเป็นผู้ขายในเว็บ Shutterstock (Become a Contributor)
  •  ก่อนที่จะเป็น Contributor ที่นี่ได้ต้องผ่านการสอบคัดเลือกเสียก่อน โดยต้องส่งภาพถ่ายหรือรูปกราฟฟิกเวกเตอร์ไปสอบก่อน 10 ภาพ และต้องผ่าน 7 รูปขึ้นไป ถ้าสอบไม่ผ่านก็ต้องรอประมาณ 1 เดือน ถึงจะกลับมาสอบใหม่ได้
  • ในการส่งรูปไปสอบคัดเลือก ต้องแนบเอกสาร passport ไปพร้อมกันตั้งแต่ตอนสมัครสอบเลย ถ้าเอกสารไม่พร้อม ก็จะไม่ผ่านการพิจารณา
  • ภาพถ่ายหรือรูปแนว Illustrations กำหนดเป็นไฟล์ฟอร์แมต JPG มีความละเอียดขั้นต่ำที่ 4.0 ล้านพิกเซล (min. 4.0 megapixels)
  • กรณีเป็นไฟล์ vector กำหนดรับเป็นฟอร์แมต EPS มีขนาดใหญ่ไม่เกิน 15 MB (max. 15 MB)
  • กรณีเป็นคลิปวิดีโอ แนะนำส่งเป็นฟอร์แมต MPEG หรือ MOV ที่เป็นไฟล์ HD  หรือวิดีโอที่มีขนาดความละเอียดขั้นต่ำที่ 480 x 640 พิกเซล โดยมีความยาวไม่ต่ำกว่า 7 วินาที และไม่เกิน 60 วินาที

ในตอนแรกนี้ผมก็วิเคราะห์เบาๆ ตามความคิดตัวเองไว้แค่นี้ก่อน ส่วนบล็อกหน้า (ตอนที่2 คลิกอ่านได้แล้วครับ) เราก็มาลุยสมัครขายรูปที่ Shutterstock กันเลยครับ... ขอบคุณที่ติดตามกันน่ะครับ ^_^

Sunday, October 27, 2013

สร้างรายได้จากกล้องของคุณ! จาก DCM Thailand

Author: Angela Nicholson
Credit: Digital Camera Magazine (Thailand)

ผมได้อ่านบทความนึงจากนิตยสาร Digital Camera ฉบับภาษาไทย ได้เขียนถึงช่องทางการสร้างรายได้ของช่างภาพเอาไว้ เห็นว่าดีมีประโยชน์เลยขออนุญาติมาเล่าสู่กันฟังครับ (ท่านใดอยากอ่านละเอียดก็อุดหนุนนิตยาสาร DCM กันได้น่ะครับ)

ผู้เขียนบทความ (Angela Nicholson) ได้พยายามสรุปออกมาให้เห็นว่ากล้องถ่ายภาพ เสนส์และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ราคาก็ไม่ใช่ถูกๆเลย ที่เหล่าช่างภาพอย่างเราๆ ครอบครองอยู่นั้น จะดีไหมถ้ามันสามารถสร้างรายได้กลับมาให้ช่างภาพเหล่านั้น

นิตยสาร Digital Camera - September 2013


ขายภาพพิมพ์

ช่างภาพที่มีผลงานภาพถ่ายที่ดูมีศิลปะอยู่ในตัว สามารถทำเงินจากภาพได้ด้วยการขายภาพพิมพ์ผลงานของตัวเอง โดยอาจจะอยู่ในรูปของ การ์ด ปฏิทิน หรือการเข้ากรอบให้สวยงาม แล้วไปฝากวางขายตามร้านหนังสือ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร หรือแกลลอรี่

การแสดงผลงานผ่านร้านอาหาร/ร้านกาแฟ (Photo credit: David Sifry / flickr.com)

แน่นอนว่าการทำวิธีนี้ ย่อมมีต้นทุนเกิดขึ้นจากการผลิตสินค้า เช่นค่าพิมพ์ ค่ากระดาษ ค่าเข้ากรอบรูป แล้วมีความยากในการติดต่อกับเจ้าของร้านต่างๆ เมื่อติดต่อได้วางผลงานแล้ว ก็ต้องมาลุ้นการขายว่าสำเร็จหรือไม่ และถ้าขายได้ แน่นอนว่าย่อมต้องมีการแบ่งส่วนรายได้ให้กับสถานที่ที่เราไปจัดแสดงด้วย

ในเมืองไทยผมว่าคอนเซ็ปนี้ก็คงพอมีบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก แต่ผมว่าในเมืองนอกคงมีเยอะมาก แล้วก็มีการเสนอขายผลงานภาพพิมพ์ผ่านเว็บไซต์กันมากมาย ช่างภาพที่มีพอนำเสนอผลงานผ่านเว็บแกลลอรี่ได้ ก็มีโอกาสขายงานได้ทั่วโลกครับ


ส่งงานตีพิมพ์

การส่งผลงานไปตีพิมพ์ตามสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ (Photo credit: Jessica Spengler / flickr.com)

อีกช่องทางหนึ่งที่ผู้เขียนแนะนำคือการนำเสนอผลงานภาพถ่ายของเราไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ เพื่อขายงานไปสู่การตีพิมพ์ ในเมืองไทยผมว่าคงยากสักหน่อยเพราะสำนักพิมพ์ต่างๆ ก็คงมีช่างภาพประจำกันอยู่แล้ว ซึ่งคงน้อยในการพิจารณาซื้อภาพจากช่างภาพอิสระ และเดี๋ยวนี้วงการโฟโต้สต๊อกก็โตมาก ทำให้ตัวเลือกในการหาภาพมีมากมาย


ถ่ายภาพพิธีวิวาห์

การรับจ้างถ่ายงานแต่งงานหรือการถ่าย pre-wedding ในเมืองไทยผมว่าเป็นที่นิยมมากๆ ช่างภาพมืออาชีพฝีมือดีก็มีค่าตอบแทนที่สูงเลยทีเดียว ผู้เขียนเธอได้แนะนำว่า ถึงแม้คุณยังไม่สามารถเป็นช่างภาพหลักของงานวิวาห์นั้น แต่ก็สามารถเป็นช่างภาพเสริมเพื่อช่วยถ่ายภาพในมุมอื่นๆ (มุมแปลกๆ) และภาพเบื้องหลัง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจไม่น้อย

การถ่ายรูปงานแต่งงาน (Photo credit: Daniel Ramirez / flickr.com)

ผู้เขียนเธอไม่ได้พูดถึงช่างภาพถ่ายงานรับปริญญาเอาไว้ ผมคิดว่าในไทยถือว่าเป็นการหารายได้อย่างหนึ่ง ที่เป็นบันไดก้าวแรกของการหารายได้ในรูปแบบอื่น เริ่มแรกช่างภาพมือใหม่ขอแค่ไปฝึกถ่ายให้ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในแบบกันเองไปก่อน ซักพักการว่าจ้างในราคาย่อมเยาว์ก็จะตามมา และผ่านไปสู่ค่าตัวที่สูงขึ้นในอนาคตครับ

การถ่ายภาพรับปริญญา (Photo credit: Will Folsom / flickr.com)


ถ่ายภาพสำหรับสต๊อก

แล้วก็มาสู่ประเด็นหลักที่ผมจะมาเล่าสู่กันฟัง ก็การขายภาพถ่ายภาพเว็บโฟโต้สต็อก ผู้เขียนเธอได้ให้คำนิยามไว้ว่า "ห้องสมุดภาพถ่าย"

"ความต้องการภาพใหม่ๆ ของห้องสมุดภาพเป็นสิ่งที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่คุณต้องคิดด้วยว่าภาพไหนที่จะขายได้" เธอกล่าว คือความจริงที่สะท้อนถึงวงการโฟโต้สต๊อก เพราะมีเพื่อนผมหลายคนถามว่า "รูปทุกอย่างก็มีช่างภาพเค้าถ่ายกันหมดแล้ว แล้วเราจะถ่ายภาพอะไรส่งไปขายดี?" หรือไม่ก็ถามว่า "แล้วภาพแบบนี้จะขายได้เหลอ?" ผมก็ตอบไปว่า อย่าไปกังวลมีโอกาสขายได้เสมอ เพียงแค่ว่าจะขายได้ช้าหรือเร็ว แล้วถ้ารูปที่คิดว่ามันจะไปซ้ำกับภาพอื่นๆ และถ้าเราคิดนำเสนอในมุมมองใหม่ๆ แปลกตา เหล่าลูกค้าที่รอซื้อรูปใหม่อยู่ เค้าก็ไม่รีรอที่จะซื้อรูปแปลกๆเหล่านั้น 555+

การส่งขายภาพภ่ายในโฟโต้สต๊อก (Photo credit: Robert Couse-Baker / flickr.com)

ผู้เขียนบอกถึงจุดประสงค์ของห้องสมุดภาพไว้ว่า เป็นการสร้างเครือข่ายระหว่างช่างภาพและผู้คน บริษัท องค์กรที่ซื้อภาพถ่าย ห้องสมุดทำการจัดเก็บภาพถ่ายจำนวนมากที่แบ่งประเภทเอาไว้ และผู้ซื้อสามารถค้นหาภาพที่ต้องการผ่านทาง keywords จากนั้นก็สามารถเข้าสู่กระบวนการจ่ายเงินได้ในทันที

ในบทความได้สัมภาษณ์ Alan Capel ผู้เชี่ยวชาญจากเว็บ alamy.com ในพาดหัวที่ว่า "เคล็ดลับวงในจาก Alamy"
  


เว็บ alamy.com

Q: ทุกๆคนส่งงานได้ใช่ไหม?
A: แน่นอน แต่ภาพต้องผ่านเกณฑ์คุณภาพก่อน ที่ alamy มีภาพจากมือสมัครเล่นฝีมือดี ไปจนถึงช่างภาพมือรางวัลระดับโลก

Q: คุณจะแนะนำกล้องรุ่นไหนเป็นพิเศษไหม?
A: โดยทั่วไปเราแนะนำให้ใช้กล้อง DSLR ที่มีความละเอียด 6 ล้านพิกเซลหรือสูงกว่านั้น

Q: คุณมองหาอะไรในภาพถ่าย?
A: เราตรวจสอบเฉพาะคุณภาพทางเทคนิคเท่านั้น alamy จะไม่กำหนดโชคชะตาของภาพถ่ายให้ขึ้นอยู่กับผู้ตรวจภาพคนเดียว เพราะความสวยงาม ความเหมาะสมนั้นมักจะขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้ใช้งาน เรามีตัวอย่างจำนวนมากสำหรับภาพที่ถูกตีกลับโดยเอเยนซี่อื่นๆ แต่สามารถขายได้ที่ alamy

Q: อะไรคือสาเหตุหลักของการตีกลับ?
A: กล้องไม่เหมาะสม ภาพมีความเบลอและไร้ความชัดเจน ภาพที่ไม่มีการกำจัดริ้วรอยหรือเม็ดฝุ่น

Q: ส่วนใหญ่แล้วลูกค้าต้องการภาพแบบไหน?
A: เราขายภาพถ่ายทุกๆอย่าง แต่ก็มีบางแนวที่ขายดีแบบเทน้ำเทท่า อย่างเช่นภาพถ่ายสถานที่ท่องเที่ยวที่คนนิยม ภาพธุรกิจและไลฟ์สไตล์ที่มีภาพคนก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน

นอกจากนี้ Alan ได้กล่าวเสริมอีกว่า... "ถ่ายสิ่งที่คุณชอบและถ่ายด้วยสไตล์ที่สามารถแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ของคุณ แค่นี้ตลาดก็จะมาหาคุณเอง คุณจำเป็นต้องมีพื้นฐานที่ดี แสงที่ดี องค์ประกอบภาพที่สวยงาม เวลาที่คุณถ่ายภาพคุณต้องถามตัวเองว่า คุณจะสามารถนำภาพนี้ไปใช้ได้อย่างไร? ถ้าคุณตอบคำถามนี้ไม่ได้ คุณก็ไม่ควรส่งภาพนี้มา!"... แรงส์... โดนใจผมจริงๆ เจ็บจี๊ดๆ 555+

หมายเหตุ: คำถาม/คำตอบ ของคุณ Alan ผมยกมานำเสนอแค่บางส่วน รายละเอียดเพิ่มเติมหาอ่านได้ในนิตยสาร DCM น่ะครับ

ไว้เจอกันใหม่บล็อกหน้าครับ ^^